(อาสาดูแลผู้ป่วยเด็ก)

เครือข่ายพุทธิกา และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตระหนักว่ากลุ่มผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งเรื้อรัง หรือเด็กที่กำลังเจ็บป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกำลังใจและการช่วยเหลือดูแลจากคนรอบข้าง แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีแนวทางการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ทว่าก็มีภาระในการดูแลผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก บุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถดูแลตอบสนองต่อความทุกข์ของเด็กและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสภาวะทางจิตใจที่เป็นทุกข์เนื่องจากความเจ็บป่วยที่รักษาไม่หาย
ด้วยเหตุนี้ทางโครงการจึงอยากเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไปได้บำเพ็ญประโยชน์ โดยสมัครเข้ามาทำงานช่วยเหลือฟื้นฟูจิตใจเด็กที่เจ็บป่วยและครอบครัวของพวกเขาผ่านกิจกรรมศิลปะ ซึ่งนอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรในโรงพยาบาลแล้ว อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้เรียนรู้การการทำบุญรูปแบบใหม่ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคมอีกด้วย
การเตรียมตัวเป็นอาสาสมัคร
อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเด็กจะต้องมีภูมิคุ้มกันโรคหัดและอีสุกอีใสหรือผ่านการเป็นโรคทั้งสอง แต่ไม่ต้องเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะแต่อย่างใด หลังจากอาสาสมัครผ่านการคัดเลือกด้วยการเขียนเรียงความและสัมภาษณ์แล้ว จะต้องเข้าร่วมปฐมนิเทศเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะความเจ็บป่วย ระบบโรงพยาบาล บทบาทและเงื่อนไขการเป็นอาสาสมัคร ต่อจากนั้นจึงเข้าอบรมนอกสถานที่ร่วมกับพยาบาล 3 วัน 2 คืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่มีอยู่ภายในตัวเองเพียงพอที่จะรับรู้ เข้าใจ และช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นได้ มีการเสริมทักษะในเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง การเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนไข้ และใช้ความเป็นธรรมชาติของอาสาสมัคร นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเติมกระบวนการศิลปะบำบัดด้วย
ลักษณะกิจกรรม
อาสาสมัครจะได้รับมอบหมายในการดูแลผู้ป่วยเป็นรายบุคคล เป็นเวลาต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคระยะสุดท้ายที่ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน โดยอาสาสมัครจะเข้าเยี่ยมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 วัน (ขึ้นอยู่กับการนัดแนะกับคนไข้) นอกจากนี้อาสาสมัครยังต้องเข้าพบแพทย์ที่ปรึกษาอาทิตย์ละครั้ง อีกทั้งเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับแพทย์ที่ปรึกษา และพยาบาลเดือนละครั้งตามเวลาที่กำหนด
กิจกรรมในการเยี่ยมผู้ป่วยเด็ก จะเน้นการใช้งานศิลปะเป็นตัวเดินเรื่องหรือเป็นกระบวนการหลัก เช่น การวาดภาพ ระบายสี การเล่านิทาน เป็นต้น ผนวกกับการพูดคุยและใช้แนวทางการฟังอย่างลึกซึ้ง เพราะนอกจากศิลปะจะทำให้เด็กเกิดความสนุกสนาน คลายความตึงเครียดและเจ็บปวดแล้ว ยังเป็นสะพานเชื่อมในการสร้างปฏิสัมพันธ์ให้เกิดความคุ้นเคยกับเด็กและครอบครัว อีกทั้งยังทำหน้าที่สะท้อนความรู้สึกนึกคิด จิตใต้สำนึกในการรับรู้ และเข้าใจตนเอง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยยอมรับและเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆ ในชีวิตได้อย่างมั่นคงยิ่งขึ้น
ภาพกิจกรรมอบรมอาสาสมัครผู้ป่วยเด็กครั้งที่1 พ.ศ. 2550
ภาพกิจกรรมอบรมอาสาสมัครผู้ป่วยเด็กครั้งที่2 พ.ศ. 2550
ข้อมูลอาสาสมัคร
- รุ่นที่ 1 บุคคลทั่วไป อายุตั้งแต่ 20-53 ปี ซึ่งไม่มีผู้ใดมีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะเลย ส่วนใหญ่เข้ามาเป็นอาสาสมัคร เพราะอยากทำประโยชน์เพื่อสังคม และเพื่อเป็นการฝึกทักษะการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมทั้งเพื่อเตรียมตัวตายอย่างมีสติให้กับตนเองและครอบครัว หลังจากผ่านกิจกรรมนี้แล้วอาสาสมัครส่วนใหญ่ได้เรียนรู้และเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วย รวมทั้งการเข้าถึงคนที่อยู่ในภาวะประสบปัญหาชีวิต และในขณะเดียวกันก็ทำให้รู้จักตนเองมากขึ้น ได้เรียนรู้ทักษะการฟัง รู้จักสงบ และรอคอย นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เทคนิคการใช้ศิลปะบำบัดเพื่อเยียวยาผู้ป่วยอีกด้วย
- รุ่นที่ 2 บุคคลทั่วไป อายุตั้งแต่ 21-55 ปี อาสาสมัครที่เข้าร่วมกิจกรรมเพราะต้องการหันมาทำงานเพื่อสังคม แม้บางคนที่มีความสามารถทางศิลปะ แต่ไม่ได้เน้นเข้ามาเรียนรู้ศิลปะบำบัดเพิ่มเติม หากต้องการมาเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น นอกจากนั้นหลายคนคุ้นเคยการทำงานกับเด็ก รู้สึกประทับใจ ในความร่าเริงไร้เดียงสา จึงอยากเข้ามารร่วมแบ่งปันความสุข และให้เด็กคลายทุกข์จากความเจ็บป่วย และจากการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยเด็กอย่างต่อเนื่อง ทำให้อาสาสมัครรู้สึกมีคุณค่า ภูมิใจที่ได้ช่วยเหลืออื่น มีแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต รู้จักการเสียสละ และลดอัตตา ในขณะเดียวกันก็เข้าใจความทุกข์จากความเจ็บป่วย และวิธีดูแลผู้ป่วย ตลอดจนเข้าใจสภาพการทำงานของพยาบาล ที่สำคัญได้ฝึกฝนทักษะการฟัง อย่างลึกซึ้ง ทำให้รู้จักหยุดนิ่ง ไม่ผลีผลามจัดการเรื่องราวต่างๆ สำหรับผู้ทำงานด้านศิลปะก็เห็นคุณค่าในการใช้ศิลปะมาเยียวยาบำบัดผู้ป่วยได้


