(อาสาดูแลผู้ป่วยผู้ใหญ่)

เครือข่ายพุทธิกาและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ตระหนักว่ากลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเรื้อรัง หรือผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคระยะสุดท้ายในโรงพยาบาล เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกำลังใจและการช่วยเหลือดูแลจากคนรอบข้าง แม้ว่าโรงพยาบาลจะมีแนวทางการรักษาพยาบาลตามมาตรฐานการดูแลผู้ป่วย ทว่าก็มีภาระในการดูแลผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก บุคลากรมีจำนวนไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถดูแลตอบสนองต่อความทุกข์ของผู้ป่วยและครอบครัวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะสภาวะทางจิตใจที่เป็นทุกข์เนื่องจากความเจ็บป่วยที่รักษาไม่หาย
ด้วยเหตุนี้ทางโครงการจึงอยากเปิดโอกาสให้ผู้สนใจทั่วไป ได้มาทำงานอาสาสมัครตามแนวคิดการทำงานด้วยจิตอาสา โดยสมัครเข้ามาทำงานช่วยเหลือฟื้นฟูจิตใจผู้ป่วยและครอบครัว ซึ่งนอกจากจะช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรในโรงพยาบาลแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมให้เรียนรู้การการทำบุญรูปแบบใหม่ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นและสังคมอีกด้วย
การเตรียมตัวเป็นอาสาสมัคร
หลังจากอาสาสมัครผ่านการคัดเลือกด้วยการเขียนเรียงความและสัมภาษณ์แล้ว จะต้องเข้าร่วมปฐมนิเทศเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสภาวะความเจ็บป่วย ระบบโรงพยาบาล บทบาทและเงื่อนไขการเป็นอาสาสมัคร ต่อจากนั้นจึงเข้าอบรมนอกสถานที่ร่วมกับพยาบาล 2 วัน 1 คืน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าศักยภาพที่มีอยู่ภายในตัวเองเพียงพอที่จะรับรู้ เข้าใจ และช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นได้ มีการเสริมทักษะในเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง การเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของคนไข้ และใช้ความเป็นธรรมชาติของอาสาสมัคร นอกจากนี้ยังมีการทดลองปฏิบัติงานด้วยการใช้บทบาทสมมติ และการเข้าเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลนครปฐมในวันถัดไปด้วย
ลักษณะกิจกรรม
อาสาสมัครจะได้รับมอบหมายในการดูแลผู้ป่วยเป็นรายบุคคลเป็นเวลาต่อเนื่อง 3 เดือน ซึ่งเป็นผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังหรือโรคระยะสุดท้ายที่ต้องพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน โดยอาสาสมัครจะเข้าเยี่ยมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 วัน (ขึ้นอยู่กับการนัดแนะกับคนไข้) นอกจากนี้อาสาสมัครยังต้องเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับแพทย์และพยาบาลเดือนละครั้งตามเวลาที่กำหนด
กิจกรรมในการเยี่ยมผู้ป่วย เน้นการทำความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง การเข้าถึงความสงบและสันติ และตระหนักถึงความเป็นสัจธรรมของชีวิต โดยเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนสามารถเข้าถึงสุขภาวะได้แม้ในยามป่วยไข้ ซึ่งสุขภาวะในที่นี้อาจเริ่มตั้งแต่การได้รู้สึกผ่อนคลาย การได้แสดงออกถึงภาวะความไม่มั่นคงภายในจิตใจ ความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ ที่มีอยู่ผ่านกิจกรรมที่เรียบง่าย โดยจะใช้แนวทางการฟังอย่างลึกซึ้ง การผ่อนคลายร่างกาย การภาวนาเพื่อความสงบ การสวดมนต์แผ่เมตตา และการเจริญสติ โดยอาจชักชวนญาติหรือลูกหลานของผู้ป่วยร่วมปฏิบัติด้วยตามความเหมาะสม
ภาพกิจกรรมอบรมอาสาสมัครครั้งที่1
ภาพกิจกรรมอบรมอาสาสมัครครั้งที่2
อาสาสมัครในปี 2550
- รุ่นที่ 1 นักศึกษาพยาบาลจากโรงพยาบาลรามาธิบดี มีความคาดหวังในขั้นแรกที่จะเรียนรู้และเข้าใจผู้ป่วยโดยเน้นในเชิงความรู้และเทคนิค แต่เมื่อผ่านการปฏิบัติงาน ความคิดเห็นของนักศึกษาพยาบาลส่วนใหญ่เริ่มตระหนักถึงความสำคัญของผู้ป่วยโดยคำนึงถึงมิติทางด้านจิตใจ รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการทำงานและการดำเนินชีวิตในประจำวัน
- รุ่นที่ 2 บุคคลทั่วไป อายุตั้งแต่ 24-69 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้สนใจหลักธรรมในพุทธศาสนา เข้ามาเป็นอาสาสมัครเพราะต้องการเป็นเพื่อนพูดคุยให้กำลังใจผู้ป่วย ให้รู้สึกสบายใจคลายความทุกข์ นอกจากนี้ยังต้องการเข้าใจสภาวะของโรคและดำรงอยู่กับโรคได้อย่างปกติสุข และความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ถูกต้องเพื่อปรับใช้กับตนเองและคนรอบข้าง รวมทั้งเพื่อเข้าใจชีวิต เรียนรู้สัจธรรมและการปล่อยวาง และจากการเข้าเยี่ยม อาสาสมัครส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ไม่แน่นอนและไม่อาจควบคุมได้ อีกทั้งยังเรียนรู้ว่าอาสาสมัครไม่ได้เป็นผู้ให้เพียงด้านเดียวแต่เป็นผู้รับ นอกจากนี้บางคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพกายและใจให้ดีขึ้นด้วย
- รุ่นที่ 3 นักศึกษาแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เข้าร่วมกิจกรรมนอกจากเพื่อทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมแล้ว ยังต้องการเพิ่มพูนความรู้ ความเข้าใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยเฉพาะการดูแลทางด้านจิตใจ และนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของตนเองและวิชาชีพ เติมเต็มการเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต รวมทั้งการเปิดโลกทัศน์เข้าใจชีวิต ซึ่งในช่วงแรกนักศึกษาแพทย์จะมีความกังวลในการเข้าเยี่ยมผู้ป่วย แต่ความตั้งใจดีและเข้าเยี่ยมสม่ำเสมอ ทำให้นักศึกษาหลายคนสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้ โดยเฉพาะการเรียนรู้และเข้าใจผู้ป่วยและครอบครัว เห็นความสำคัญของการดูแลทางด้านจิตใจและจิตวิญญาณ ควบคู่ไปกับการดูแลทางด้านกายภาพ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ถึงการวางใจให้เป็นกลางและพอดีด้วย
- รุ่นที่ 4 อาสากาชาด ส่วนใหญ่อยู่ในวัยเกษียณ เข้ามาดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย เพราะต้องการช่วยเหลือ แบ่งปันความรัก และให้กำลังใจกับผู้ป่วย บางคนเข้ามาเพื่อเรียนรู้สภาวะความเจ็บป่วย บางคนคิดว่ามีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยมาแล้วอยากนำมาปฏิบัติเพื่อแบ่งเบาภาระงานของพยาบาล เมื่อผ่านไปอาสาสมัครเริ่มเข้าใจว่าการฟังอย่างลึกซึ้งหรือเพียงการนั่งเป็นเพื่อนผู้ป่วย เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยผ่านความทุกข์และเข้าใจปัญหาของตนเองได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นอาสาสมัครรู้สึกอิ่มเอิบดีใจที่ได้เห็นผู้ป่วยมีความสุข


