การทำความเข้าใจและยอมรับความตายอย่างสงบได้อย่างกล้าหาญนั้น เราจำต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ จิตใจ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หมั่นฝึกฝนที่จะอยู่อย่างเป็นมิตรกับความตาย ฝึกจิตให้มั่นคง และมีสติตระหนักรู้ทุกเมื่อเพื่อต้อนรับกับความตาย

การจัดการภาระเพื่อเตรียมความพร้อมของชีวิตควบคู่ไปกับการฝึกฝนจิตใจอยู่เสมอ เป็นประตูบานสำคัญที่ช่วยให้ความทุกข์กังวลใจเบาบางลง ซึ่งส่งผลทำให้ความเจ็บปวดของร่างกายลดน้อยลงไปด้วย ยิ่งหากมีคนใกล้ชิดหรือครอบครัวเพื่อนพ้องคอยเป็นกำลังใจ และเอื้อเฟื้อให้เกิดบรรยากาศของความสงบ และปล่อยวางจากภาระที่คั่งค้างใจแล้ว ความตายอาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวต่อไปอีก แต่กลับจะเป็นโอกาสทองในการพัฒนาจิตวิญญาณให้เข้าถึงธรรมะขั้นสูง หรือความจริงของธรรมชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ ปัจจัยเหล่านี้จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราควรเรียนรู้และฝึกฝนเพื่อเผชิญความตายอย่างสงบ
ความน่าสนใจในกิจกรรม
+ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับความตายและการเจ็บป่วยใกล้ตายที่พึงปราถนาและไม่พึงปราถนา รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดสภาพนั้นๆ
+ ใช้กิจกรรมผ่านประสบการณ์ให้เกิดความรู้สึกว่ากำลังเผชิญความตาย เพื่อเรียนรู้ที่จะต้อนรับความตายอย่างสงบ
+ มีเสวนาแบบเป็นกันเองเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองเรื่องภาวะใกล้ตาย และการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ซึ่งจะผสมผสานความรู้ทั้งด้านการแพทย์และด้านจิตวิญญาณอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีวิทยากรที่มากด้วยประสบการณ์ ทั้งแพทย์ พระสงฆ์ ผู้ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย และนักวิชาการ เป็นต้น มานำเสวนาเพื่อให้เข้าใจความตายในหลากหลายมิติยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การค้นหาแนวทางการเตรียมตัวตาย และการช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายอย่างเป็นรูปธรรม และเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพจำเพาะของแต่ละท่าน
+ ใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนแบ่งปันในการแสวงหาวิสัยทัศน์ของชีวิตและดุลยภาพแห่งชีวิต เพื่อดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท
+ ฝึกฝนการทำสมาธิภาวนา และฝึกผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยดนตรีอันละมุน เพื่อให้เกิดความรู้ตัวทั่วพร้อมและความสงบของจิตใจ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเตรียมพร้อมในการใช้ชีวิตและเผชิญความตาย
+ มีพิธีกรรมที่น้อมนำสู่การพิจารณาความจริงของชีวิตและธรรมชาติ รวมถึงถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดไปถึงผู้ที่ล่วงลับ เช่น การทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศล การเขียนจดหมาย และการทำพินัยกรรมชีวิต เป็นต้น