| โดย ผู้จัดการรายวัน |
28 มีนาคม 2551 09:37 น. |
ในวันสุดท้ายของชีวิตของท่านทาจิ ปรมาจารย์เซนคนหนึ่งของญี่ปุ่น ศิษย์ผู้หนึ่งของท่านทราบว่ามีขนมเค้กชนิดหนึ่งที่อาจารย์ชอบมาก จึงเที่ยวไปเสาะหาตามร้านขนมเค้กในกรุงโตเกียวเป็นเวลาครึ่งวัน ซึ่งท่านทาจิก็รับไปรับประทานอย่างเหนื่อยอ่อนเต็มที ระหว่างนั้นบรรดาศิษย์จึงถามขึ้นว่าท่านอาจารย์ต้องการสั่งเสียอะไรหรือไม่
“มีสิ”
เหล่าศิษย์จึงยื่นหน้าเข้าไปฟังด้วยความอยากรู้
“โปรดบอกเราด้วยเถิด”
“คือ...เค้กนี้อร่อยมาก” แล้วท่านปรมาจารย์ทาจิก็จากไป
(จากหนังสือ ‘มรณกรรมที่งดงาม วาระสุดท้ายของเหล่าบรมครูแห่งจิตวิญญาณ’ แปลโดยธารา รินศานต์ สำนักพิมพ์โกมลคีมทอง)
ในคำนำของหนังสือเล่มดังกล่าว พระไพศาล วิศาโล ได้อธิบายถึงพฤติกรรมของปรมาจารย์ทาจิว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็น ปกติของความตายที่ไม่แตกต่างจากการกิน นอน หรือเดิน ดังนั้น สำหรับผู้ที่พร้อมแล้วความตายก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์
คำถามมีอยู่ว่าแล้วมนุษย์ยุคนี้หลงลืมไปหรือเปล่าว่า สักวันจะต้องจากโลกนี้ไป ที่ว่าหลงลืมก็เพราะเรามักเห็นการกอบโกยอำนาจ เงิน และลาภยศกันอย่างดุเดือด (โดยเฉพาะนักการเมือง ที่เราสงสัยยิ่งว่าพวกท่านคิดว่าตัวเองเป็นอมตะหรือไร) บ้างก็ถึงขั้นฆ่าแกง
เครือข่ายพุทธิกา ซึ่งมีวัตถุประสงค์ต้องการดึงพุทธศาสนากลับมาสู่ชีวิตประจำวันของผู้คนที่ สามารถนำไปใช้เพื่อชีวิตที่สงบสุข (ไม่ใช่เอาวางไว้บนหิ้งแล้วจุดธูปบูชา หรือเอาไว้ป่าวร้องว่าฉันเป็นคนดี หรือบอกใครต่อใครว่าฉันนับถือศาสนาพุทธ) จึงได้จัดกิจกรรมดีๆ และน่าสนใจขึ้น
เป็นกิจกรรมที่จะพาเราไปใกล้ชิดความตาย เป็นการใกล้ชิดที่อาจไม่ใช่การใกล้บรรลุ หากเป็นการใกล้ชิดที่ทำให้ใครบางคนเข้าใจชีวิต เติมเต็มผู้อื่น สะท้อนวิถีของการแพทย์สมัยใหม่ ที่สำคัญที่สุดคือการได้เรียนรู้และเข้าใจตนเองมากขึ้น
นี่คือประสบการณ์บางส่วนเสี้ยวของอาสาสมัครผู้ใกล้ชิดความตาย...
รู้จักความตาย
ไม่แน่ใจว่าด้วยลักษณะบางประการของสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยหรือไม่ จึงทำให้ทัศนคติเกี่ยวกับความตายค่อนข้างเบี่ยงไปในทางลบ แม้ว่าในปัจฉิมโอวาทของพระสัมมาพุทธเจ้าได้กล่าวว่า ‘จงมีชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท’ แต่เอาเข้าจริงๆ มันกลับถูกจำกัดความในทำนองเหมือนกับว่าอย่าประมาทเวลาขับรถ หรือไม่...ก็ไม่ทราบได้ ทั้งที่คำกล่าวสุดท้ายนั้นเกี่ยวข้องกับความตายอย่างชัดเจน
แต่ความตายกลับเป็นเรื่องต้องห้าม เป็นเรื่องอัปมงคลของบ้านเรา ขณะที่พุทธศาสนาสายมหายาน เช่น สายวัชรญาณ ตันตระ เซน มีการกล่าวถึงความตายมากกว่า มากกว่าในที่นี่ไม่ได้หมายความพุทธเถรวาทแบบไทยไม่ให้ความสำคัญ แต่น่าจะเป็นเพราะสังคมไทยไม่ให้ความสำคัญหรือไม่อยากให้ความสำคัญ
วรรณา จารุสมบูรณ์ จากเครือข่ายพุทธิกา ผู้จัดการโครงการเผชิญความตายอย่างสงบ เล่าว่าโครงการนี้มีจุดตั้งต้นจากโครงการฉลาดทำบุญที่ต้องการแสดงให้เห็น ว่ามีวิธีทำบุญหลายรูปแบบมากกว่าการให้ทานหรือใส่บาตร บวกกับความคิดที่ว่าควรจะขยายพื้นที่การทำบุญให้กว้างขวาง จึงเกิดเป็น โครงการอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า อาสาสมัครข้างเตียง เป็นการนำเรื่องจิตอาสาและศาสนธรรมมาผนวกรวมเข้าด้วยกัน โดยไม่มีการแบ่งแยกศาสนา ศาสนิกชนไม่ว่าจะศาสนาใดสามารถเข้าร่วมได้ วรรณาบอกว่าชาวมุสลิมหรือชาวคริสต์ที่เข้าร่วมต่างก็บอกว่าเรื่องนี้เป็น เรื่องสากล ทุกศาสนาต่างกล่าวถึงความตายเช่นเดียวกัน
“จะมีอะไรที่ทำให้คนหันมาสนใจศาสนา ความเข้าใจเกี่ยวกับชีวิต และการอยู่โดยไม่ประมาทได้ แต่พอเราพูดถึงเรื่องความตายมันสร้างการมีส่วนร่วมของคนในระดับหนึ่งเพราะ ทุกคนต้องตาย และทุกคนเคยสูญเสียคนที่ตนเองรัก ทุกคนต่างเผชิญสถานการณ์ตรงนี้เหมือนกันหมด และเหมือนกับว่าความตายในความหมายของคนปัจจุบันมันคือวิกฤต ทุกครั้งที่เผชิญวิกฤตทุกคนจะหาที่พึ่ง สิ่งหนึ่งก็คือศาสนา ความเชื่อ หรือคนที่ไว้วางใจ”
โครงการเผชิญความตายอย่างสงบประกอบด้วยตัวกิจกรรมหลายกิจกรรม แต่หนึ่งในนั้นคือ การอบรมเชิงปฏิบัติการการเผชิญความตายอย่างสงบ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ให้ผู้เข้าร่วมได้มีโอกาสสำรวจทัศนคติและขยายมุมมองของ ตนเองเกี่ยวกับความตาย รวมถึงการให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองตาย ซึ่งวรรณาบอกว่าบางคนก็ไม่สามารถทนสภาวะตรงจุดนั้นได้ บางคนบอกว่าตอนนี้ยังตายไม่ได้เพราะภาระที่ตนเองแบกหามอยู่ หรือบางคนร้องไห้ออกมาก็มี