: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
![]() |
"สมมุติว่าคุณเพิ่งทราบข่าวและอยากไปเยี่ยมเพื่อนสมัยมัธยมคนหนึ่งที่ไม่ได้เจอกันมานานเกือบยี่สิบปี ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายนอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล คุณทราบเพียงคร่าวๆ ว่าเพื่อนคนนี้มีปัญหาครอบครัว ตกงาน และแฟนทิ้ง คุณจะปฏิบัติตัวอย่างไรเมื่อไปเยี่ยมเพื่อนคนนี้"
นั่นเป็นเพียงหนึ่งบทบาทสมมุติในการอบรม อาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย ซึ่ง เครือข่ายพุทธิกา ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดขึ้นให้กับอาสาสมัครจำนวนกว่า 30-40 คน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์ และผู้ใหญ่อีกหลายคน ทั้งชายและหญิงที่อาสาปวารณาตนอยากทำบุญกุศล ด้วยการอาสามาดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย
โครงการนี้เปิดรับสมัครจากทั่วประเทศ โดยส่วนใหญ่นักศึกษาแพทย์ที่เข้าร่วมได้รับข่าวมาจากนักศึกษาแพทย์รุ่นพี่ที่เคยเข้าร่วมโครงการเมื่อครั้งก่อน และอยากใช้โอกาสนี้สัมผัสประสบการณ์จริง ก่อนไปเรียนรู้จริงอีกครั้งในการเรียนแพทย์ลำดับขั้นต่อไป
การจะเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและระยะสุดท้าย โดยเฉพาะผู้ป่วยนั้นไม่ใช่ญาติมิตรหรือคนรู้จักของเรา แม้จะเข้าไปด้วยเจตนาดี แต่จำเป็นต้องมีการเตรียมตัว
พญ.ปริชวัน จันทร์ศิริ ประธานโครงการอาสาสมัครพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กป่วย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อธิบายว่า จุดประสงค์ของการเป็นอาสาสมัครข้างเตียง คือการไปช่วยเหลือผู้ป่วยไม่ต้องมาก เพราะบางครั้งแค่การเป็นเพื่อนคุยกับผู้ป่วยก็ช่วยได้มากแล้ว ไม่ใช่การทำหน้าที่แทนพยาบาล แต่คือการเป็นผู้ช่วยพยาบาล เป็นสื่อกลางการสื่อสารระหว่างผู้ป่วยกับพยาบาลหรือแพทย์
![]() |
การเป็นอาสาสมัครในโครงการนี้ จึงต้องมีกรอบกติกาในการปฏิบัติที่ไม่เกินเลยบทบาทหน้าที่
ทางด้าน นพ.คมสรรค์ พงษ์ภักดี แห่งโรงพยาบาลนครปฐม หมอหนุ่มผู้มีชีวิตเฉียดตายและดำเนินชีวิตอยู่กับโรคร้ายที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยยาใดๆ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่น่าฟังว่า
ความกลัวเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยระยะสุดท้ายบางคนยอมรับความจริงได้ และหาทางออกให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น บางคนยอมรับความจริงที่เป็นอยู่ไม่ได้ก็ทุกข์ใจ อาการก็แย่ลง
เพราะท่ามกลางความทุกข์นั้น การยอมรับและหาทางออกให้กับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ทำให้เกิดความสุขขึ้นมาได้ ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง เช่น ความรักความรู้สึกของพี่น้องที่ห่วงใยเรา
นพ.คมสรรค์บอกว่า เวลาได้เห็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายจะรู้สึกว่าเขามีพลังบางอย่างที่ต่อสู้กัน เป็นการต่อรองกันระหว่างความเป็นและความตาย ณ เวลานั้น
อาสาสมัครคือ คนที่เข้าไปช่วยเหลือด้านจิตใจให้แก่ผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยที่เราเห็นว่านอนเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าเขาไม่รับรู้ หูยังได้ยิน ยังรับรู้ได้ เพียงแต่ไม่สามารถแสดงปฏิกิริยาออกมาได้เท่านั้น การมาเป็นอาสาสมัครก่อนอื่นต้องรู้จักตนเอง เข้าใจคนอื่น รู้จักความคาดหวังของตนเอง
![]() นพ.คมสรรค์ พงษ์ภักดี |
เสร็จจากขั้นตอนการอบรมบทบาทสมมุติ และการอธิบายเรื่องการเตรียมตัวเตรียมความพร้อมในการเป็นอาสาสมัครข้างเตียง ก็มาถึงการลองปฏิบัติจริงกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่โรงพยาบาลนครปฐม
ซึ่งในผู้ป่วยที่ได้พบก็มีทั้งเด็กอายุไม่กี่เดือน จนถึงผู้สูงอายุที่ข้างเตียงมีญาติคอยดูแลอยู่เป็นเพื่อน แต่บางเตียงผู้ป่วยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ภาวะอารมณ์และภูมิหลังคนไข้แตกต่างกันไป แม้จะอบรมเตรียมพร้อมมาบ้างแล้ว แต่เมื่อได้เข้าไปเยี่ยมไปสัมผัสกับผู้ป่วยและญาติจริงๆ จึงได้รู้ว่า ทฤษฎีกับการปฏิบัติบางครั้งก็ไม่อาจไปด้วยกันได้ แต่มันเป็นเรื่องของสิ่งที่อยากทำกับสิ่งที่ควรทำ
พญ.ปริชวันกล่าวว่า ประเด็นหนึ่งที่อยากย้ำกับอาสาสมัครเวลาไปปฏิบัติงาน คือ คนไข้มีความหลากหลาย เราสามารถคุยกับคนไข้ได้หลายอย่าง แต่สิ่งหนึ่งที่คนไข้ต้องการมากที่สุดคือ อยากหาย ซึ่งนั่นเป็นสิ่งสำคัญ
สำหรับคนไข้บางคน การได้เติมพลังของเขาคือสิ่งยิ่งใหญ่ บางทีการได้กลับบ้านหนึ่งวันแล้วเขาไม่รู้ว่าจะได้กลับอีกไหมนั่นก็ดีที่สุด ซึ่งตัวเองคิดว่ามีความหมายมาก ในฐานะคนรับสาร (อาสาสมัคร) เราอยากให้เขาไปเติมพลัง
ในฐานะของคนที่ดูแลคนไข้ นอกจากดูแลเรื่องโรคแล้ว ควรต้องดูแลหัวใจคนไข้ด้วย ดูแลความสุขทุกข์ของเขาด้วย ความปรารถนาดีของเราในการรักษาโรคก็สามารถสื่อให้คนไข้ทราบได้ และคิดว่าคนไข้เขาทราบด้วย แต่ในขณะเดียวกัน คนไข้เป็นผู้เลือกที่จะกำกับทิศทางชีวิตของเขาไปทางไหน
"บทบาทอาสาสมัครน่าสนใจมาก คนไข้ทุกคนเป็นครู ถ้าเราเปิดใจที่จะสนใจความเป็นตัวเขา เราจะได้เรียนรู้อะไรจากเขามากมาย และการเรียนรู้ที่เรานึกว่าเขาขาดนั้น จริงๆ เขาไม่ได้มีโอกาสทบทวนกับตัวเอง ฉะนั้นมันจะตอกย้ำให้เขาต้องทบทวน เพิ่มพลังให้กับตัวเอง ให้แข็งแกร่ง โดยมีเราเป็นผู้ช่วย การเติมพลังให้กับคนไข้เป็นสิ่งสำคัญมาก" พญ.ปริชวันกล่าว
เหนืออื่นใด สิ่งที่ผู้จัดทำโครงการนี้หวัง คือ การได้เห็นว่า วันหนึ่งที่อาสาสมัครกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่คือนักศึกษาแพทย์จบออกไปได้ทำหน้าที่แพทย์ เขาจะยังจดจำและนึกถึงวันที่เขาเป็นอาสาสมัคร
ทำอย่างไรจะให้ความเป็นหมอ และความเป็นมนุษย์ของเขายังคงอยู่ต่อไป

วันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10916
หน้า 34


