รักแท้มีแต่เผื่อแผ่ความสุขให้ผู้อื่น
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2553
คงยังจำกันได้ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระองค์ทรงยกคุณธรรม 4 ประการอันเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคีของคนในชาติอันจะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน
เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน ความอยากให้คนอื่นเป็นสุข มีจิตเผื่อแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม) เป็นหลักธรรมที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นในมวลหมู่ชาวไทยในสังคมไทยให้มาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เกิดการแบ่งแยกฝักฝ่ายกันอย่างชัดแจ้งและสิ่งนั้นยังคงดำรงอยู่ มิฉะนั้นการห้ำหั่นกันระหว่างฝักฝ่ายจะดำเนินไปไม่สิ้นสุด แต่ถ้าการคิด การทำ การพูด อยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อกัน ทำให้ระลึกถึงกัน มีความเคารพกัน ช่วยเหลือกัน สามัคคีพร้อมเพรียงกัน และจะทำให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน
ความรักในพระพุทธศาสนาแบ่งออกเป็น 2 แบบ ดังที่พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อธิบายไว้ในหนังสือ “คุณบิดามารดา สุดพรรณนามหาศาล”
ความรักแบบแรก คือความชอบใจในบุคคลหรือสิ่งที่จะเอามาบำรุงบำเรอความสุขของตน ชอบใจคนอื่นก็เพราะว่าจะมาสนองความต้องการ หรือบำรุงบำเรอ ทำให้ตนมีความสุข ความรักของหนุ่มสาวส่วนมากเป็นความรักประเภทนี้ เรียกว่าราคะ ความรักประเภทนี้ต้องการได้ ต้องการเอาเพื่อตนเอง แต่ครั้นเมื่อคนอื่นไม่สามารถสนองความต้องการของตนได้ ก็เกิดการเบื่อหน่ายหรือชิงชัง และเมื่อทุกคนต่างก็อยากได้ จึงเกิดการแก่งแย่งกัน เกิดการเบียดเบียนกัน
สิ่งที่ตามมาคือปัญหาและความทุกข์ ดังกรณีตัวอย่างที่ศาลอธิบายไว้ในคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6083/2546 “…ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมเพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์กันฉันคนรัก แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่ จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น เห็นว่า ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรัก ความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความผิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียวมิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้ แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม…”
ส่วนความรักอย่างที่ 2 คือความต้องการให้คนอื่นมีความสุข เมื่อคนอื่นมีความสุขแล้ว ตนจึงพลอยมีความสุขตามด้วย ความรักของพ่อแม่เป็นความรักอย่างหลังนี้ เรียกว่าเมตตา ความรักแบบเมตตาเปลี่ยนจากการได้การเอาในประเภทแรกมาเป็นการให้การเสียสละ ความสุขจากการให้เป็นความสุขที่ทั้งสองฝ่ายสุขด้วยกัน คือผู้ให้ก็สุขเมื่อเห็นผู้รับมีความสุข ผู้ได้รับก็เป็นสุขจากการได้รับ ความสุขแบบนี้ดีต่อตนเอง ทำให้ตนมีโอกาสมีความสุขเพิ่มขึ้นและดีต่อสังคม กล่าวคือเป็นการเกื้อกูลกัน ส่งผลให้อยู่ร่วมกันด้วยดี
ท่านกล่าวไว้ว่าโดยปกติคนเราเริ่มต้นมีความรักแบบแรก แต่ควรจะพัฒนาไปสู่ความรักอย่างที่ 2 “ให้ความรักแบบที่สองเกิดมาเพื่อช่วยสร้างดุลยภาพในเรื่องความรัก เช่น ระหว่างหนุ่มสาว ถ้ามีความรักแบบที่หนึ่งอย่างเดียวจะไม่ยั่งยืน ไม่ช้าไม่นานก็จะต้องเกิดปัญหาแน่นอน…พออยู่เป็นคู่ครองกันแล้ว ถ้ามีความรักแบบที่สองเข้ามาหนุน ก็จะทำให้อยู่กันได้ยั่งยืน ความรักแบบที่สองจะเป็นเครื่องผูกพันสำคัญที่ช่วยให้ชีวิตครองเรือนมั่นคง”
กรณีตัวอย่างความรักแบบเมตตาที่ประจักษ์ชัดแก่ชาวไทย คือใจความในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 82 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552
“ขอขอบพระทัยและขอขอบใจท่านทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง ที่มีไมตรีจิต พรั่งพร้อมกันมาให้พรวันเกิด ด้วยถ้อยคำที่เลือกสรรมาจากใจจริง ซึ่งปรารถนาดี มุ่งหมายให้ข้าพเจ้ามีความสุขความสวัสดีโดยประการต่างๆ
ความสุขความสวัสดีของข้าพเจ้าจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบ้านเมืองของเรามีความเจริญมั่นคง เป็นปกติสุข ความเจริญมั่นคงทั้งนั้นจะสำเร็จผลเป็นจริงไปได้ก็ด้วยทุกคนทุกฝ่ายในชาติมุ่งที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้เต็มกำลัง ด้วยสติรู้ตัว ด้วยปัญญารู้คิด และด้วยความสุจริต จริงใจ โดยเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น
จึงขอให้ท่านทั้งหลายในที่นี้ ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญอยู่ในสถาบันหลักของประเทศ และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่า ทำความเข้าใจในหน้าที่ของตนให้กระจ่าง แล้วตั้งจิตตั้งใจให้เที่ยงตรงหนักแน่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้สำเร็จประโยชน์ส่วนรวมอันไพบูลย์ คือชาติบ้านเมืองอันเป็นถิ่นที่อยู่ที่ทำกินของเรา มีความเจริญมั่นคงยั่งยืนไป…”
กระแสพระราชดำรัสองค์นี้ประกอบด้วยส่วนหลักๆ คือ ส่วนที่ความเป็นความเบื้องลึกในพระราชหฤทัย ตามด้วยสิ่งซึ่งทรงขอให้คนไทยปฏิบัติ และหลักธรรมที่พระองค์ทรงสอนพสกนิกร คือความสมานสามัคคีของคนในชาติ
สรุปใจความได้ว่าคำถวายพระพรที่ชาวไทยขอให้พระองค์มีความสุขนั้น ความสุขของพระองค์จะมีได้เมื่อประเทศชาติมั่นคง เป็นปกติสุข สิ่งเหล่านี้จะเกิดมีขึ้นได้ก็ด้วยคนไทยร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ของคนไทยโดยสุจริต มุ่งหมายต่อประโยชน์ของประเทศชาติเหนือสิ่งอื่นใด ดังนั้น จึงอาจสรุปได้ว่าคำถวายพระพรที่ดีที่สุด คือการที่คนไทยมุ่งทำให้บ้านเมืองเจริญมั่นคงและเป็นปกติสุข
ในขณะที่ในหลวงทรงอุทิศพระองค์ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มาตลอดระยะเวลาแห่งการ “ครองแผ่นดินโดยธรรม” แล้วพวกเราคนไทยล่ะเคยตระหนักรู้ (กตัญญู) และคิดที่จะมีส่วนตอบแทน (กตเวที) ในการร่วมกันทำให้พระองค์มีความสุขบ้างหรือไม่?
ควรที่ชาวไทยจะตริตรองดูให้ถ้วนทั่ว…
โดย… เชาวลิต บุณยภูษิต