ทำดี – ทำชั่ว อะไร ยาก - ง่าย

หมวดหมู่ คอลัมน์ มองย้อนศร บทความนี้โพสใน วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010 เวลา 11:43 น.

โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 10 มกราคม 2553

จำได้ว่า สมัยเมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนเคยได้ฟังธรรมะจากพระอาจารย์รูปหนึ่ง ท่านตั้งคำถามกับพวกเราหลายคนให้ใช้วิจารณญาณว่า “ระหว่างความดีกับความชั่วนั้น สิ่งใดกระทำยาก หรือง่ายกว่า”คำถามนี้เป็นประเด็นที่แต่ละคนต้องชั่งน้ำหนัก ทบทวนประสบการณ์ชีวิต อาจคาดเดาจากข้อมูล ความรู้ที่เคยรับรู้หรือสัมผัส ในที่สุด แต่ละคนก็ได้คำตอบของตนเอง บ้างก็ตอบว่า ทำความดีง่ายกว่าทำชั่ว บางคนก็ว่าทำชั่วง่ายกว่าทำดี จากนั้นก็อภิปราย แลกเปลี่ยนเหตุผลกัน

ผู้อ่านคิดเห็นอย่างไรกับคำถามข้างต้น อะไร คือ หลักเกณฑ์ตัดสิน และไม่วาอะไรจะยาก หรือง่ายกว่า เราควรมีท่าทีอย่างไร ในช่วงนี้ประเด็นข่าวที่ผู้เขียนสนใจคือ พฤติกรรมของบุคคลที่มีอำนาจ และชื่อเสียงในคณะกรรมการการบินไทยกระทำในสิ่งที่ผิดศีลธรรม ก่อเกิดปฏิกิริยาทางสังคมที่น่าจับตา และหมายถึงการสื่อพฤติกรรมน่าละอายต่อผู้คนในสังคม

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ รวมถึงหนังสือพิมพ์หลายฉบับลงตีพิมพ์ข่าวถึงผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยใช้อำนาจหน้าที่เพื่อสิทธิพิเศษนำเข้ากระเป๋าร่วมเกือบ ๔๐ ใบ น้ำหนักร่วม ๔๐๐ กิโลกรัม กล่าวอย่างง่ายและสรุปก็คือ พฤติกรรมเช่นนี้คือ การกระทำที่มิชอบ เป็นพฤติกรรมที่เอารัดเอาเปรียบสมบัติของส่วนรวมมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในแวดวงองค์กร และรับรู้ในผู้คนที่เกี่ยวข้องไม่มาก แต่กลับกลายเป็นข่าวครึกโครมสู่สื่อมวลชนเนื่องจากพนักงานการบินไทยรับไม่ได้กับพฤติกรรมเช่นนี้ซึ่งเกิดขึ้นมานาน

คำอธิบายจากผู้บริหารระดับสูงของการบินไทยที่ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ (๑๒ ธ.ค. ๕๒) คือ
“สังคมไทยก็ต้องช่วยกัน ตั้งแต่ผมมานั่งฝ่ายบริหารมีคนขอผมทุกวัน ถ้าไม่ให้ก็ไม่รู้จะมองหน้ากันยังไง ฝ่ายบริหารทุกคนก็ถูกขอเหมือนกัน นอกจากขอเพิ่มน้ำหนักบรรทุกแล้ว คนเหล่านี้ยังขอให้ตำรวจหรือทหารระดับสูงมารับถึงในสนามบินเพื่อนำของออกไปด้วย”

จากคำอธิบายข้างต้น ประเด็นที่เชื่อมโยงสืบเนื่อง คือ น้ำใจกับความเกรงใจถูกนำมาผูกติดกับสิทธิพิเศษจากอำนาจหน้าที่ ความสับสนระหว่างความสัมพันธ์ส่วนตัว เรื่องส่วนตัวกับตำแหน่งหน้าที่ในการงานที่เนื่องกับสมบัติของส่วนรวม และวัฒนธรรมผิดๆ ที่บั่นทอนศีลธรรม กัดเซาะสังคม และแย่งชิงทรัพยากร

ยามที่ใครสักคนหนึ่งกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งหากคนผู้นั้นมีอำนาจ และบทบาทหน้าที่ กากระทำอันไม่ถูกต้อง ละเมิดศีลธรรมและหลักจริยธรรม คนผู้นั้นไม่ได้กำลังสร้างผลกรรมให้กับกับตนเอง แต่ยังสร้างผลกรรม ผลกระทบต่อสังคมโดยรวม เนื่องเพราะเกิดการแพร่เชื้อตัวอย่างของความประพฤติผิดๆ คนรุ่นหลัง ลูกน้อง ญาติมิตร ครอบครัวก็ได้รับรู้และเรียนรู้ตัวอย่างเช่นนี้ ที่นำไปสู่การเพิกเฉยศีลธรรม และความละอายเกรงกลัวต่อบาป

อีกประเด็นข่าวที่ดูเหมือนเรื่องธรรมดา หากเกิดขึ้นกับคนทั่วไป แต่เมื่อเรื่องนี้เกิดขึ้นกับคนดังระดับโลก คือ ข่าวคราวการนอกใจภรรยาของไทเกอร์ วู๊ด นักกอล์ฟดัง ขวัญใจของคนทั่วโลก ซึ่งเนื้อข่าวแจ้งว่าเกิดขึ้นหลายครั้ง มีการเผยแพร่ภาพวิดีโอลับของไทเกอร์ วู๊ดกับชู้รัก กระทั่งต้องมีคำสั่งศาลระงับการเผยแพร่ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ การแตกร้าวของครอบครัว ความนิยมของสาธารณชนที่มีไทเกอร์ วู๊ดลดน้อยลงมาก และอาจมีผลทำให้เขาต้องเลิกอาชีพนักกอล์ฟ ชื่อเสียงของการเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพ ความเป็นเลิศทางกีฬา กลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย เมื่อชื่อเสียงเหล่านี้ต้องหมองมัวด้วยพฤติกรรมส่ำส่อนทางเพศ และการนอกใจภรรยา ประเด็นที่เชื่อมโยงคือ ชื่อเสียงนำมาซึ่งทุกขลาภ เพศรส คือ แรงดึงดูดที่ยากต้านทาน ความชื่อสัตย์และสุจริตเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการฝึกฝนทางจิตใจ

คนส่วนใหญ่มักคิดถึงความมั่นคง และการมีความสามารถในการบริโภค การจับจ่ายใช้สอย และครอบครองทรัพย์สินอันมีค่า ดังนั้น เงิน ผลประโยชน์จึงเป็นคำตอบสุดท้ายของเรื่องนี้ แต่กระนั้นสิ่งที่คนเรามักหลงลืมทรัพย์สินอันมีค่า คือ การมีคุณความดีในตนเอง ในฐานะความน่าเชื่อถือ ความน่าเคารพและพึงกราบไหว้ หรือการมีความรู้สึกที่ดี และเคารพนับถือต่ออีกฝ่าย แต่ทรัพย์สิน เช่น การมีคุณความดีนี้ไร้ความหมายสิ้นเชิง หากเราไม่เชื่อ ไม่ถือเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญของชีวิต

การที่เราเชื่ออะไร เชื่อในสิ่งใด เนื่องเพราะเรามองว่าสิ่งที่เชื่อ มันเป็นความจริงที่พึงเคารพ พึงถือปฏิบัติ สำหรับหลายคน ความจริงที่พวกเขามองเห็นคือ ความจริงในระดับโลกียธรรม ความจริงที่มองเห็น สัมผัสได้ง่ายและหยาบ เช่น ความสุขมาจากการกครอบครอง ความร่ำรวย เงิน คือ คำตอบชีวิต ความสุข-ทุกข์มีอยู่เพียงในโลกนี้ และอาจรวมถึงการมีความเชื่อ มิจฉาทิฐิผิดๆ เช่น คุณความดีไม่มีอยู่จริง และเมื่อมองเห็นแต่ความจริงเพียงระดับนี้ การกระทำที่ไร้ศีลธรรม ไร้ความรับผิดชอบก็เกิดขึ้นได้ง่าย

เหนือพ้นความจริงในระดับโลกียธรรม คือ เรายังมีความจริงในระดับปรมัตถธรรม ความจริงที่อยู่เหนือพ้นการชั่งตวงวัดทางวิทยาศาสตร์ บาปบุญคุณโทษมีอยู่จริง นิพพานมีอยู่จริง สำหรับผู้ที่เชื่อถือในความจริงระดับปรมัตถธรรม การดำรงชีวิตย่อมต้องประกอบด้วยการถือครองศีลธรรม การมีธรรมะเป็นหลักปฏิบัตินำชีวิต
และการมีหลักธรรมะในจิตใจ หมายถึงการมีเครื่องคุ้มครองชีวิต คอยปกป้อง เหมือนคำกล่าวที่ว่า “สุจริตคือ เกราะบัง ศาสตร์ป้อง” หรือพระธรรมบทที่ว่า “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม”

เรื่องราวการประพฤติผิดข้างต้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายกับทุกคน หากเราละเลยศีลธรรมหรือหลักธรระมะประจำใจ กระนั้นก็ไม่ใช่เหตุผลให้เรายอมจำนนกับแรงกระตุ้นให้กระทำสิ่งที่ไม่ชอบธรรม สิ่งสำคัญคือ เราหันกลับมาทบทวนความคิด ความเชื่อว่ามีความเป็นสัมมาทิฐิหรือไม่ อย่างไร อีกด้านก็คือ การหมั่นฝึกฝน พัฒนาจิตใจ ธรรมชาติของจิตใจมักไหลลงสู่ที่ต่ำ ซึ่งหมายถึงการมีความเสื่อมเป็นธรรมชาติของจิตใจ กระนั้นธรรมชาติของจิตใจอีกด้านก็คือ จิตใจสามารถฝึกฝน เรียนรู้ได้ ดังนั้นเราวสามารถฝึกฝนจิตใจให้มีความเข้มแข็งต่อการยั่วเย้าให้เราหลงจากคุณความดี และจิตใจสามารถพัฒนาให้มีความสว่าง สะอาด สงบจากธรรมะเพื่อเป็นที่พึ่งที่แท้

ดังนั้น ย้อนกลับมาที่คำถามช่วงต้น ความดี ความชั่ว อะไรทำง่ายหรือยากกว่ากัน คำตอบที่ผู้เขียนได้ฟังและติดประทับในใจก็คือ คนดีทำความดีง่าย ขณะที่คนชั่วก็ทำความชั่วง่าย

เราไม่ได้รังเกียจคนทำชั่ว แต่เราคงต้องช่วยกันสั่งสอนให้คนทำชั่วหลาบจำ และหมดโอกาสทำชั่วด้วย
โดย… ชัยยศ ยโสธโร

 

แสดงความคิดเห็น

*