<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>คอลัมน์บทความพุทธิกา</title>
	<atom:link href="http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.peacefuldeath.info/article</link>
	<description>เครือข่ายชาวพุทธเพื่อพระพุทธศาสนาและสังคมไทย</description>
	<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 03:49:21 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6.2</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>กระบวนกรสำคัญไฉนในการเรียนรู้ที่ทรงพลัง(3)</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=471</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=471#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 03:38:30 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปรีดา เรืองวิชาธร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=471</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2553
ความจาก๒ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง อันได้แก่การสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง  และการสรุปบทเรียนเพื่อให้เกิดการใคร่ครวญภายในและแลกเปลี่ยนแบ่งปันภายในกลุ่มที่เรียนด้วยกัน ดังนั้นกระบวนกรจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้หรือสอนเพียงอย่างเดียว แต่กลับต้องทำหน้าที่สำคัญคือ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้อันสร้างสรรค์สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนรวมถึงเป้าหมายและเนื้อหา  ทั้งยังทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ใคร่ครวญบทเรียนอย่างลึกซึ้ง  สามารถตั้งคำถามเชื่อมโยงเพื่อดึงบทเรียนจากภายในของผู้เรียนให้ปรากฏออกมา  ที่สำคัญยังต้องสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากผู้เรียนทุกคนให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันจนสังเคราะห์เป็นบทเรียนที่นำไปใช้ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง  ด้วยเหตุนี้กระบวนกรจำต้องสั่งสมคุณสมบัติภายในตลอดจนทักษะพื้นฐานของการเป็นกระบวนกร ดังต่อไปนี้

รู้ทัน มั่นคง ปล่อยวาง : แก่นแกนภายในของการเป็นกระบวนกร
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคสิ่งที่ไม่คาดฝันมากมายทั้งที่เกิดจากความเหนื่อยหนักจากการสรุปบทเรียนร่วมกับผู้เรียนซึ่งอาจจะมีทั้งความยากของบทเรียนและความฝืดฝืนของผู้เรียน เกิดจากบทเรียนที่ดำดิ่งสู่สภาวะภายในซึ่งมองเห็นได้ยาก บางคราวก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายจากการกระแทกความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นทั้งผู้เรียนและตัวกระบวนกรเอง บางครั้งก็ต้องใช้พลังสูงในการเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายรวมถึงความท้าทายนานาชนิดของผู้เรียน หรือบางครั้งบทเรียนก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่คาดหวังไว้ และอื่นๆอีกมากมาย  ดังนั้นกระบวนกรจึงต้องฝึกฝนพลังแห่งสติหรือความระลึกรู้ทันความรู้สึกนึกคิดภายในเวลากระทบสัมผัสกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ฝึกฝนสติจนจิตใจมีความตั้งมั่นมีความนิ่งภายในพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้จะออกมาดีหรือไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม นอกจากนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนการเฝ้ามองสรรพสิ่งต่างๆทั้งภายในภายนอกของเราจนมองเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนผันผวนปรวนแปรไปตามเหตุปัจจัย พึงปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หากฝึกฝนจิตใจให้รู้ทัน มั่นคงและปล่อยวางได้ ก็ย่อมทำให้กระบวนกรมีสภาวะภายในที่เข้มแข็งปลอดโปร่ง สามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไม่ทุกข์กังวล แต่กลับมีพลังมีชีวิตชีวา และสามารถทำบทเรียนได้อย่างสร้างสรรค์งอกงามไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้สภาวะภายในที่เข้มแข็งมั่นคงมักจะเป็นแก่นแกนสำคัญทำให้ทักษะพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ที่จะกล่าวถึงต่อไปมีความแหลมคมและเต็มไปด้วยพลัง
รู้กว้าง รู้ลึก รู้ไกล กล้าหาญและใส่ใจ : คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ศรัทธาต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้
หากกระบวนกรจะสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดบทเรียนที่ลงลึกและนำไปใช้ได้จริง กระบวนกรจำต้องหมั่นแสวงหาและเรียนรู้ในเรื่องที่ตนจัดการเรียนรู้อยู่เสมอ จนสามารถรู้ในเรื่องนั้นลึกและกว้างรวมทั้งต้องแสวงหาเรียนรู้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราทำซึ่งถือเป็นการรู้ไกล
ดังนั้นยิ่งกระบวนกรรู้กว้าง รู้ลึก และรู้ไกลได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น
อีกด้านหนึ่งกระบวนกรจำต้องฝึกฝนความกล้าหาญในมิติต่างๆ ได้แก่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติเดิมที่ตนยึดถือ หากมันถูกตรวจสอบชัดเจนแล้วว่ามีข้อจำกัดในการอธิบายความจริง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 15 สิงหาคม 2553</strong></em></span></p>
<p style="justify;">ความจาก๒ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การเรียนรู้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง อันได้แก่การสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง  และการสรุปบทเรียนเพื่อให้เกิดการใคร่ครวญภายในและแลกเปลี่ยนแบ่งปันภายในกลุ่มที่เรียนด้วยกัน ดังนั้นกระบวนกรจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ผู้ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้หรือสอนเพียงอย่างเดียว แต่กลับต้องทำหน้าที่สำคัญคือ การออกแบบกระบวนการเรียนรู้อันสร้างสรรค์สอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนรวมถึงเป้าหมายและเนื้อหา  ทั้งยังทำหน้าที่เปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้ใคร่ครวญบทเรียนอย่างลึกซึ้ง  สามารถตั้งคำถามเชื่อมโยงเพื่อดึงบทเรียนจากภายในของผู้เรียนให้ปรากฏออกมา  ที่สำคัญยังต้องสามารถเชื่อมโยงบทเรียนจากผู้เรียนทุกคนให้เกิดการแลกเปลี่ยนแบ่งปันจนสังเคราะห์เป็นบทเรียนที่นำไปใช้ได้สอดคล้องกับความเป็นจริง  ด้วยเหตุนี้กระบวนกรจำต้องสั่งสมคุณสมบัติภายในตลอดจนทักษะพื้นฐานของการเป็นกระบวนกร ดังต่อไปนี้</p>
<p><span id="more-471"></span><br />
<strong>รู้ทัน มั่นคง ปล่อยวาง : แก่นแกนภายในของการเป็นกระบวนกร</strong><br />
ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอุปสรรคสิ่งที่ไม่คาดฝันมากมายทั้งที่เกิดจากความเหนื่อยหนักจากการสรุปบทเรียนร่วมกับผู้เรียนซึ่งอาจจะมีทั้งความยากของบทเรียนและความฝืดฝืนของผู้เรียน เกิดจากบทเรียนที่ดำดิ่งสู่สภาวะภายในซึ่งมองเห็นได้ยาก บางคราวก็เกิดอารมณ์ความรู้สึกด้านร้ายจากการกระแทกความรู้สึกยึดมั่นถือมั่นทั้งผู้เรียนและตัวกระบวนกรเอง บางครั้งก็ต้องใช้พลังสูงในการเผชิญกับความแตกต่างหลากหลายรวมถึงความท้าทายนานาชนิดของผู้เรียน หรือบางครั้งบทเรียนก็ไม่ได้ดำเนินไปตามที่คาดหวังไว้ และอื่นๆอีกมากมาย  ดังนั้นกระบวนกรจึงต้องฝึกฝนพลังแห่งสติหรือความระลึกรู้ทันความรู้สึกนึกคิดภายในเวลากระทบสัมผัสกับสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ฝึกฝนสติจนจิตใจมีความตั้งมั่นมีความนิ่งภายในพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ไว้ว่า การจัดการเรียนรู้จะออกมาดีหรือไม่ประสบผลสำเร็จก็ตาม นอกจากนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนการเฝ้ามองสรรพสิ่งต่างๆทั้งภายในภายนอกของเราจนมองเห็นความจริงว่าสรรพสิ่งล้วนผันผวนปรวนแปรไปตามเหตุปัจจัย พึงปล่อยวางการยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายทั้งปวง หากฝึกฝนจิตใจให้รู้ทัน มั่นคงและปล่อยวางได้ ก็ย่อมทำให้กระบวนกรมีสภาวะภายในที่เข้มแข็งปลอดโปร่ง สามารถทำกระบวนการเรียนรู้ได้อย่างไม่ทุกข์กังวล แต่กลับมีพลังมีชีวิตชีวา และสามารถทำบทเรียนได้อย่างสร้างสรรค์งอกงามไปได้อย่างไม่หยุดนิ่ง นอกจากนี้สภาวะภายในที่เข้มแข็งมั่นคงมักจะเป็นแก่นแกนสำคัญทำให้ทักษะพื้นฐานในการจัดการเรียนรู้ที่จะกล่าวถึงต่อไปมีความแหลมคมและเต็มไปด้วยพลัง</p>
<p><strong>รู้กว้าง รู้ลึก รู้ไกล กล้าหาญและใส่ใจ</strong> : คุณสมบัติพื้นฐานของผู้ศรัทธาต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้<br />
หากกระบวนกรจะสามารถจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เกิดบทเรียนที่ลงลึกและนำไปใช้ได้จริง กระบวนกรจำต้องหมั่นแสวงหาและเรียนรู้ในเรื่องที่ตนจัดการเรียนรู้อยู่เสมอ จนสามารถรู้ในเรื่องนั้นลึกและกว้างรวมทั้งต้องแสวงหาเรียนรู้เชื่อมโยงไปถึงเรื่องอื่นที่สัมพันธ์กับเรื่องที่เราทำซึ่งถือเป็นการรู้ไกล</p>
<p>ดังนั้นยิ่งกระบวนกรรู้กว้าง รู้ลึก และรู้ไกลได้มากเท่าใดก็ย่อมทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้งยิ่งขึ้นเท่านั้น</p>
<p>อีกด้านหนึ่งกระบวนกรจำต้องฝึกฝนความกล้าหาญในมิติต่างๆ ได้แก่ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลงความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติเดิมที่ตนยึดถือ หากมันถูกตรวจสอบชัดเจนแล้วว่ามีข้อจำกัดในการอธิบายความจริง หรือมีความเห็นหรือทฤษฎีซึ่งอธิบายได้ดีกว่า กระบวนกรจำต้องกล้าที่จะไม่ยึดในความเห็นความเชื่อเดิม และใจกว้างที่จะเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่อย่างไม่หยุดนิ่งตายตัว พร้อมที่จะยืดหยุ่นพลิกแพลงทั้งความคิดเห็นและการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้มีความเหมาะสมสอดคล้องไปตามบริบทที่เปลี่ยนไปอยู่เสมอ กล่าวอีกแบบหนึ่งก็คือ กระบวนกรควรฝึกฝนความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความเห็นที่ต่างไปจากตนรวมถึงกล้าที่จะเผชิญกับความท้าทายในทุกรูปแบบของผู้อื่นรวมถึงผู้เรียนด้วย ที่สำคัญที่สุดในเรื่องความกล้าก็คือ กล้าที่เรียนจากผู้เรียนที่สถานภาพต่ำหรือด้อยกว่า รวมทั้งถ้าตัวเองไม่รู้สิ่งใดก็กล้าที่จะบอกหรือยอมรับกับผู้เรียนได้ว่าไม่รู้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นความรับผิดชอบอย่างซื่อตรงต่อการจัดการเรียนรู้</p>
<p>ประการสุดท้ายกระบวนกรควรมีสำนึกแห่งการใส่ใจผู้เรียนทั้งหมด พยายามเข้าถึงความรู้สึกนึกคิดซึ่งจะทำได้ดีก็ต่อเมื่อจิตใจภายในกระบวนกรต้องนิ่งพอที่จะดำรงอยู่กับเขาอย่างแท้จริงจึงจะทำให้สามารถรับฟังหรือได้ยินความรู้สึกนึกคิดภายในที่ผู้เรียนแสดงออกมา หากกระบวนกรไม่นิ่งและไม่ได้ดำรงอยู่ร่วมกับผู้เรียนก็ย่อมไม่สามารถได้ยินได้ฟังบทเรียนที่เกิดขึ้นจากผู้เรียน กระบวนกรก็จะไม่สามารถสร้างสรรค์บทเรียนที่เกิดขึ้นจากตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง แต่จะทำได้แค่เพียงนำเสนอความเห็นตนเองออกไปข้างเดียวเท่านั้น</p>
<p>นอกจากนี้การใส่ใจผู้เรียนอย่างลึกซึ้งยังทำให้กระบวนกรสามารถเห็นช่องทางหรือกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งจะทำให้กระบวนกรสามารถจัดวางเงื่อนไขการเรียนรู้หรือช่วยเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จนสามารถเติบโตงอกงามได้ด้วยตัวเองในที่สุด</p>
<p><strong>ทักษะที่จำเป็นในการจัดการเรียนรู้</strong><br />
<em><strong>การรับฟังด้วยใจอย่างลึกซึ้ง</strong></em> กระบวนกรจำต้องฝึกรับฟังผู้เรียนอย่างลึกซึ้ง ฟังด้วยสติจนสามารถจับประเด็นหรือเข้าถึงเรื่องราวต่างๆของผู้เรียนที่กำลังแลกเปลี่ยนแบ่งปัน การฟังอย่างลึกซึ้งยังช่วยทำให้กระบวนกรเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งการเข้าถึงทั้งประเด็นและอารมณ์ความรู้สึกจะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนลุ่มลึกโผล่ปรากฏขึ้นมา ทำให้กระบวนกรสามารถเชื่อมโยง วิเคราะห์ สังเคราะห์ประสบการณ์ของผู้เรียนได้อย่างแม่นยำและแหลมคม</p>
<p><em><strong>วิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศนำทางในการวางแผนและการสรุปบทเรียน</strong></em> ในการจัดการเรียนรู้ที่เอากลุ่มผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และจะต้องสกัดความเห็นและประสบการณ์ออกจากผู้เรียนแล้วทำให้ปะทะสังสรรค์จนเกิดบทเรียนที่ลึกซึ้งนั้น กระบวนกรจำต้องมีวิธีคิดหรือกระบวนการคิดเพื่อใช้เป็นเข็มทิศบ่งบอกทางในการวางเนื้อหาและการสรุปบทเรียน เข็มทิศของกระบวนการคิดที่ว่านั้นจะช่วยทำให้กระบวนกรรู้ชัดได้ว่าบทเรียนกำลังอยู่จุดใด กำลังเคลื่อนไปอย่างไร ประเด็นกำลังเชื่อมโยงสัมพันธ์หรือย้อนแย้งกันอย่างไร ซึ่งถ้ากระบวนกรรู้ตำแหน่งแห่งที่ของบทเรียนชัดเจนก็จะช่วยกลุ่มผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่าย</p>
<p>ด้วยเหตุนี้กระบวนกรจำต้องฝึกฝนกระบวนการคิดหรือวิธีคิดที่หลากหลายไว้ใช้งานอย่างสอดคล้องกับเป้าหมายและเนื้อหาการเรียนรู้</p>
<p><strong>การจับประเด็น</strong> นอกจากการรับฟังอย่างลึกซึ้งแล้วกระบวนกรจำต้องหมั่นฝึกฝนการจับประเด็นหรือจับแก่นของเรื่องได้ เพราะหากกระบวนกรจับประเด็นได้แม่นยำไม่หลุดมือก็ย่อมช่วยทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากความหมายที่ผู้เรียนต้องการสื่อ ซึ่งนั่นก็จะเป็นประตูสำคัญของการทำให้บทเรียนอันลึกซึ้งซึ่งโผล่ปรากฏขึ้นมา และเท่ากับเป็นการตอกย้ำว่า การรับฟังอย่างลึกซึ้งและการจับประเด็นต้องทำงานควบคู่กัน</p>
<p><strong>การสื่อสารที่เข้าใจง่ายและทรงพลัง</strong> ทักษะด้านนี้ถือเป็นเสน่ห์อย่างยิ่งที่จะทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ง่ายและมีพลังตื่นตัวต่อการเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่อง ดังเช่น การเล่าเรื่องสั้นๆ หรือการพูดให้ข้อคิด หรือเสนอมุมมองใหม่ๆของกระบวนกร ดังเรามักจะประทับใจกระบวนกรบางท่านที่สามารถพูดได้อย่างคมคายและทรงพลังจนทำให้ผู้เรียนเกิดมโนธรรมสำนึกหรือเกิดการฉุกคิดอย่างใคร่ครวญได้อย่างน่าทึ่ง โดยเฉพาะทำให้เราเห็นเรื่องภายในหรือเรื่องใกล้ตัวที่เรามักมองข้ามเสมอ เป็นต้น</p>
<p><strong>การตั้งคำถามที่ลงลึกและเชื่อมโยง </strong>ทักษะด้านนี้จัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากภายในและทำให้เกิดปะทะสังสรรค์บทเรียนภายในกลุ่มซึ่งช่วยทำให้องค์ความรู้ชัดเจนลุ่มลึก และขยายเชื่อมโยงไปสู่บริบทอื่นได้อย่างทรงพลัง</p>
<p>ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ถือเป็นข้อเสนอที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยเพื่อมุ่งสู่การเรียนรู้อย่างแท้จริง  หวังว่าแวดวงการศึกษาไทยจะได้แลกเปลี่ยนประเด็นนี้ไปสู่วงกว้างยิ่งๆขึ้นทุกที</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ปรีดา  เรืองวิชาธร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=471</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กระบวนกรสำคัญไฉนในการเรียนรู้ที่ทรงพลัง(2)</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=468</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=468#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 03:27:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปรีดา เรืองวิชาธร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=468</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2553
สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้อย่างลึกซึ้ง    ในแง่ของการจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยง ถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคนและการออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังไปแล้ว จากนี้ไปจะได้กล่าวถึงอีก 2 องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่ทรงพลัง   นั่นคือการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และการสรุปหรือการถอดบทเรียน
การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์
นอกจากจะต้องใส่ใจการจัดวางเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายในที่ลุ่มลึกแล้ว    กระบวนกรควรใส่ใจในการปรับบรรยากาศที่โน้มนำให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้สูงจนเข้าสู่บทเรียนได้ง่ายรวมถึงเข้าถึงประสบการณ์ภายในอย่างลึกซึ้ง     การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์แบ่งเป็น 2 นัย

ประการแรก บรรยากาศในด้านกายภาพ ในที่นี้หมายถึงสถานที่เรียนรู้ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาเราก็ควรเลือกใช้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาที่อยู่ลึกในป่าเป็นสถานที่เรียนรู้  หากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนของคนชั้นล่างในสังคม  ก็ควรเลือกที่ชุมชนรากหญ้าหรือสลัมในเมือง เป็นต้น แต่หากเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ทั่วๆไป กระบวนกรควรใช้ห้องเรียนรู้ที่โปร่งโล่งและเงียบสงัด ที่สำคัญควรจัดห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ว่างพอที่จะนั่งล้อมเป็นวงกลมได้ เพราะการนั่งล้อมเป็นวงกลมจะเอื้ออำนวยให้การเรียนรู้ออกมาในลักษณะถ่ายเทไหลเวียน   สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่         นั่นย่อมหมายถึงไม่มีผู้ใดผู้หนึ่ง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="justify;"><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 8 สิงหาคม 2553</strong></em></span><br />
สัปดาห์ที่แล้วได้กล่าวถึงองค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้อย่างลึกซึ้ง    ในแง่ของการจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยง ถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคนและการออกแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังไปแล้ว จากนี้ไปจะได้กล่าวถึงอีก 2 องค์ประกอบที่สำคัญของการจัดการเรียนรู้ที่ทรงพลัง   นั่นคือการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และการสรุปหรือการถอดบทเรียน</p>
<p style="justify;"><strong>การจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์</strong><br />
นอกจากจะต้องใส่ใจการจัดวางเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้ที่เข้าสู่การเปลี่ยนแปลงภายในที่ลุ่มลึกแล้ว    กระบวนกรควรใส่ใจในการปรับบรรยากาศที่โน้มนำให้เกิดพลังแห่งการเรียนรู้สูงจนเข้าสู่บทเรียนได้ง่ายรวมถึงเข้าถึงประสบการณ์ภายในอย่างลึกซึ้ง     การสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์แบ่งเป็น 2 นัย<br />
<span id="more-468"></span><br />
ประการแรก <em><strong>บรรยากาศในด้านกายภาพ</strong></em> ในที่นี้หมายถึงสถานที่เรียนรู้ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับเนื้อหา กระบวนการเรียนรู้ ดังเช่น หากจะเรียนรู้เรื่องนิเวศวิทยาเราก็ควรเลือกใช้ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ รวมถึงหมู่บ้านชาวป่าชาวเขาที่อยู่ลึกในป่าเป็นสถานที่เรียนรู้  หากจะเรียนรู้เรื่องความยากจนของคนชั้นล่างในสังคม  ก็ควรเลือกที่ชุมชนรากหญ้าหรือสลัมในเมือง เป็นต้น แต่หากเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ทั่วๆไป กระบวนกรควรใช้ห้องเรียนรู้ที่โปร่งโล่งและเงียบสงัด ที่สำคัญควรจัดห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ว่างพอที่จะนั่งล้อมเป็นวงกลมได้ เพราะการนั่งล้อมเป็นวงกลมจะเอื้ออำนวยให้การเรียนรู้ออกมาในลักษณะถ่ายเทไหลเวียน   สามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่         นั่นย่อมหมายถึงไม่มีผู้ใดผู้หนึ่ง    เป็นผู้ทำหน้าที่ให้หรือรับความรู้อย่างผูกขาด ประสบการณ์และองค์ความรู้เกิดขึ้นได้จากทุกๆคน ไม่เฉพาะแต่จากกระบวนกรเท่านั้น ดังได้กล่าวถึงไว้แล้วในบทนำ
</p>
<p style="justify;">ประการที่สอง <em><strong>บรรยากาศด้านความสัมพันธ์ของกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกร</strong></em> ในที่นี้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่มผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรให้เกิดความเป็นเพื่อนอันลึกซึ้ง ซึ่งหมายถึงรู้สึกไว้วางใจกันมากพอจนทุกคนสามารถแลกเปลี่ยนแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ สามารถเปิดเผยตัวตนด้านในไม่ว่าดีหรือร้ายเพื่อหยิบยื่นบทเรียนแห่งการเติบโตให้แก่กันและกันได้ และเมื่อถึงคราวที่บทเรียนนำไปสู่ความเจ็บปวดภายในก็ยังสามารถช่วยเหลือเยียวยาภายในให้กันได้ นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนที่แน่นแฟ้นมักจะนำไปสู่การแสวงหาความรู้ความจริงร่วมกันมากกว่าที่จะแข่งขันเพื่อเพียงจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รู้เหนือผู้อื่นและยังทำให้ประจักษ์ชัดได้ว่า การเข้าถึงความลุ่มลึกและกว้างไกลของบทเรียนเกิดขึ้นได้อย่างดีเยี่ยมจากพลังกลุ่มที่แนบแน่น เนื่องเพราะพลังกลุ่มจะช่วยทำให้กลุ่มร่วมแสวงหาและผสมผสานประสานความรู้ความสามารถทำให้ทุกคนเข้าถึงบทเรียนที่กว้างไกลลุ่มลึกด้วยกัน นอกจากนี้ความเป็นเพื่อนในกระบวนการเรียนรู้ยังลดทอนกำแพงอัตตา ลดทอนความรู้สึกเปรียบเทียบว่าใครเด่นใครด้อย ใครเก่งใครโง่กว่า รวมถึงยังป้องกันการชี้นำบังคับหรือครอบงำทางความคิดอย่างตายตัว เพราะความเป็นเพื่อนที่แท้จริงมักจะให้เสรีภาพอย่างเต็มที่ที่จะเลือกเชื่อหรือไม่เชื่อ ไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือเห็นตามกระบวนกร หรือไม่จำเป็นต้องเชื่อหรือคิดเหมือนกันทุกครั้งไป ดังนั้นการสร้างบรรยากาศที่เป็นเพื่อนอันลึกซึ้งระหว่างผู้เรียนรวมถึงกระบวนกรจึงเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ที่เราต้องการ</p>
<p style="justify;">ส่วนรูปธรรมการสร้างความเป็นเพื่อนที่สนิทใจกันนั้นสามารถทำได้หลากหลายวิธี ดังนี้</p>
<p style="justify;">•	การร่วมกันกำหนดข้อตกลงหรือกติกาการเรียนรู้ที่จะต้องถือปฏิบัติร่วมกัน เช่น เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนแบ่งปันให้กันและกันอย่างเพียงพอ รับฟังกันอย่างลึกซึ้ง ไม่ด่วนสรุปด่วนตัดสิน เชิญชวนให้ทุกคนถอดหัวโขนหรือสถานภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ร่วมกัน เป็นต้น<br />
•	ใช้กิจกรรมผ่านประสบการณ์ที่สร้างพลังกลุ่มให้เกิดร่วมกัน ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ทุกคนต้องร่วมกันทำและร่วมกันรับผิดชอบ<br />
•	ใช้เกมหรือสันทนาการที่เล่นหัวด้วยกันได้เพราะสันทนาการที่สร้างสรรค์มักนำทุกคนไปประสบกับภาวะความเป็นเด็กที่ห่างหายมานานในขณะเดียวกันก็ละลายหรือลดทอนความเป็นทางการที่มาในคราบของความเป็นผู้ใหญ่ลงบ้าง<br />
•	ใช้กิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้เปิดเผยภูมิหลังหรือเปิดเผยตัวตนด้านดีหรือร้าย โดยที่ต่างฝ่ายต่างไม่ตัดสินหรือโจมตีเพื่อนที่เป็นเจ้าของเรื่อง การเปิดเผยที่กว้างและลึกขึ้นเรื่อยๆ โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับและเข้าใจเพื่อนตามที่เป็นจะเป็นบันไดสำคัญทำให้ความเป็นเพื่อนลึกซึ้งแน่นเหนียว เชื่อมั่นไว้วางใจกันอย่างสนิทใจ ทั้งนี้การทำกิจกรรมลักษณะนี้มักจะทำทีละขั้นและประเมินกลุ่ม แล้วค่อยๆเพิ่มประเด็นลึกซึ้งเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ<br />
•	การใช้กลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันสลับการเรียนรู้ในกลุ่มใหญ่ เพราะการพูดคุยในกลุ่มย่อยมักจะทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ง่ายและพูดคุยกันได้อย่างลึกซึ้งซึ่งง่ายกว่ากลุ่มใหญ่
</p>
<p style="justify;">กล่าวโดยสรุปการจัดปรับบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิดความเป็นเพื่อนนั้นถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่จะเหนี่ยวนำบทเรียนให้ถ่ายเทไหลเวียนได้ง่าย ทำให้พลังการเรียนรู้ตื่นตัวอยู่เสมอและลงลึกได้ง่าย ดังนั้นกระบวนกรจำต้องตระหนักถึงปัจจัยข้อนี้เสมอ</p>
<p style="justify;"><strong>การสรุปหรือถอดบทเรียน</strong></p>
<p style="justify;">ว่ากันตามความเป็นจริงแล้วผู้เรียนบางคนโดยเฉพาะผู้ที่มีอุปนิสัยจับสังเกตเป็นมักจะสามารถเรียนรู้ได้ตั้งแต่ได้ลงมือทำกิจกรรมผ่านประสบการณ์ตรงโดยไม่จำเป็นต้องมีคนมาชี้แนะและชวนพูดคุยเลยก็ได้ อย่างไรก็ตามในกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้หนึ่งๆ ผู้เรียนแต่ละคนก็อาจมองเห็นบทเรียนต่างจุดต่างมุมกัน เน้นหรือสนใจต่างกัน เชื่อมโยงกับความคิดและประสบการณ์เก่าได้แตกต่างกันหรือมองเห็นเรื่องเดียวกันแต่ให้คุณค่าความหมายต่างกัน ที่สำคัญผู้เรียนบางคนอาจจะยังไม่ทันได้จับสังเกตบทเรียนที่เกิดขึ้นได้อย่างฉับพลันทันที ดังนั้นกระบวนกรจึงจำเป็นต้องทำการสรุปหรือถอดบทเรียนร่วมกัน ซึ่งถือเป็นการทำให้บทเรียนที่แฝงฝังในตัวผู้เรียน และจากกระบวนการเรียนรู้โผล่ปรากฏเป็นบทเรียนที่ผลิบานงอกงามและเห็นเป็นประจักษ์ร่วมกัน ทั้งนี้การสรุปหรือถอดบทเรียนมีมากมายหลายวิธี ดังเช่น</p>
<p style="justify;">•	การใช้สุนทรียสนทนา โดยกระบวนกรไม่จำเป็นต้องดำเนินรายการมากคงปล่อยให้กลุ่มแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันไปตามจังหวะของความสดในแต่ละขณะ<br />
•	การใช้กลุ่มย่อยสรุปการเรียนรู้ โดยตั้งประเด็นกว้างๆให้แลกเปลี่ยนกัน<br />
•	การใช้พลังคำถามที่เชื่อมโยงลงลึก เพื่อดึงบทเรียนให้โผล่ปรากฏ การตั้งคำถามเพื่อสรุปบทเรียนที่เห็นบ่อยแบบหนึ่งในหลายแบบก็คือ กระบวนกรมักจะเริ่มต้นถามถึงประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นสดๆก่อนว่าเป็นอย่างไร ที่ควรถามถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเป็นลำดับแรกก็เพราะความรู้สึกภายในของคนมักเป็นด่านแรกที่ทำให้เกิดความหมายบางอย่างภายในและมักจะนำไปสู่การนึกคิดปรุงแต่งเป็นความเห็นความเชื่อหรือทัศนคติ หลังจากนั้นกระบวนกรอาจตั้งคำถามต่อโดยถามจากประสบการณ์ตรงแล้วพลิกแพลงไปสู่การเรียนรู้ แล้วอาจถามเชื่อมโยงจากบทเรียนที่เกิดขึ้นนั้นไปสู่การประยุกต์บทเรียนไปใช้ในชีวิตจริงเป็นการปิดท้าย ดังนี้เป็นต้น  อย่างไรก็ตามกระบวนการตั้งคำถามเพื่อสรุปหรือถอดบทเรียนสามารถพลิกแพลงไปได้อย่างไม่ตายตัว ทั้งนี้ประสบการณ์ที่เกิดจากการทำบ่อยๆย่อมช่วยให้กระบวนกรตั้งคำถามได้ทรงพลังยิ่งขึ้นเรื่อยๆ<br />
•	การสรุปบทเรียนโดยการเขียนบันทึกอย่างใคร่ครวญ หรือผ่านกิจกรรมอื่นๆนอกเหนือจากการพูดคุย เช่น การวาดรูปเพื่อสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้ เป็นต้น<br />
•	การสรุปหรือการถอดบทเรียนด้วยการสนทนาแบบตัวต่อตัวเป็นการเฉพาะระหว่างกระบวนกรกับผู้เรียน ซึ่งมักจะเป็นบทเรียนที่เป็นการเติบโตภายในและผู้เรียนต้องการความเป็นส่วนตัวและความไว้วางใจสูงที่จะเปิดเผยตัวตนที่อยู่ลึกข้างใน แต่บางครั้งผู้เรียนคนนั้นก็อาจไว้วางใจผู้เรียนคนอื่นจึงให้กระบวนกรสนทนากับตนอย่างเปิดเผยต่อกลุ่มใหญ่ก็เป็นไปได้เช่นกัน<br />
•	การให้ผู้เรียนแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านการเล่าเรื่องอย่างเดียวหรือสลับกับการตั้งคำถามเพื่อลงลึก</p>
<p style="justify;">ยังมีการสรุปหรือถอดบทเรียนอื่นที่ไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้อีกมากมายหลายวิธี ดังนั้นกระบวนกรจึงควรแสวงหาวิธีการสรุปบทเรียนไว้ให้หลากหลายและพร้อมที่จะพลิกแพลงใช้มันได้อย่างมีศิลปะ<br />
<span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ปรีดา  เรืองวิชาธร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=468</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>กระบวนกรสำคัญไฉนในการเรียนรู้ที่ทรงพลัง(1)</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=466</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=466#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 10:23:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ปรีดา เรืองวิชาธร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=466</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2553
การเรียนรู้ที่ทรงพลังที่จะกล่าวถึงในที่นี้จะหมายเน้นถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในระดับลึกของผู้เรียน ทั้งด้านพฤติกรรม ความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ด้านจิตใจและปัญญา ซึ่งเป้าหมายทั้ง 4 ด้านล้วนเชื่อมโยงสนับสนุนกันอย่างแยกไม่ออก และมักจะเป็นเป้าหมายที่สถาบันการศึกษาหลักในสังคมเกือบทั้งหมดไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะการศึกษาเรียนรู้เพื่อประกอบวิชาชีพเท่านั้น

องค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้หลากด้านหลายมิติ
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในที่นี้จะขอกล่าวถึงการจัดองค์ประกอบต่างๆเพื่อการเรียนรู้ที่ลงลึกถึงด้านในของคน โดยจะขอเสนอไว้ในรูปของบทบาทหน้าที่ของกระบวนกร(ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วม)เพื่อจะได้นำไปใคร่ครวญพิจารณาเพื่อความเหมาะสมสอดคล้องตามบริบทของกระบวนกรแต่ละคนต่อไป
การจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคน
การจะทำบทเรียนให้ลงลึกถึงความจริงและการเปลี่ยนแปลงระดับจิตใจและปัญญาของคนนั้น กระบวนกรจำต้องเชื่อมโยงบทเรียนให้โยงใยสัมพันธ์ไปถึงความเป็นจริงด้านต่างๆของมนุษย์ ดังเช่น ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับการเกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือทัศนคติ ความคิดและวิธีคิดของมนุษย์ ความจริงที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกภายในทั้งฝ่ายบวกและลบ ร่องพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างคุ้นเคย ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับความสามารถในการรู้เท่าทันสภาวะภายในตนจนเกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ตลอดจนการผสมผสานเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมของความสามารถด้านต่างๆในตัวมนุษย์ เป็นต้น  เพราะการเรียนรู้ในกระแสหลักมักมุ่งเน้นให้บทเรียนครอบคลุมเฉพาะระดับของความรู้ ความเข้าใจ ความทรงจำในเรื่องที่เรียน  ซึ่งมักแยกเรื่องที่เรียนออกจากความจริงด้านต่างๆของมนุษย์ที่มีมากกว่าความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ยกตัวอย่างบทเรียนเกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง (Teamwork) มักจะพูดถึงการเปลี่ยนมุมมองเพื่อนร่วมงานจากแง่ลบมาเป็นการมองในเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง ซึ่งถ้ากล่าวถึงเพียงแค่นี้ก็เชื่อได้ว่าผู้เรียนจะรู้ได้ไม่ยากแต่ก็จะเป็นเพียงรู้ว่ามันดีเฉยๆ หรือรู้แล้วจะทำได้จริงมากน้อยเพียงใดในสถานการณ์จริง ดังนั้นกระบวนกรจึงอาจต้องทำบทเรียนให้ลงลึกถึงว่าในความเป็นจริงอะไรเป็นปัจจัยทำให้คนเรามักมองคนในแง่ลบ การเปลี่ยนแปลงการมองจากลบมาเป็นบวกหรือมองตามที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นจากภายในได้จริงอย่างไรหรือจะหล่อเลี้ยงสภาวะการมองแบบนี้ได้อย่างไร มันสัมพันธ์อย่างไรกับร่องพฤติกรรมเดิมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น จะปรับใช้ได้จริงในสถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างไร หรือกระบวนกรอาจต้องทำให้ผู้เรียนสัมผัสโดยตรงกับสภาวะที่เขากำลังมองเชิงบวกจนผู้เรียนเข้าถึงผลอันน่าทึ่งของการมองเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง เป็นต้น
กล่าวโดยสรุปกระบวนกรควรทำเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงเข้าใกล้ตัวผู้เรียนให้มากที่สุดโดยเฉพาะด้านในของมนุษย์ ทำบทเรียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับบริบทรอบตัวผู้เรียนที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตจริง  นอกจากนี้เนื้อหาของบทเรียนจะต้องเป็นปลายเปิดไม่หยุดนิ่งตายตัวและต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบถูกตั้งคำถามจากผู้เรียนได้เสมอ  อีกทั้งควรเป็นบทเรียนที่เป็นปลายเปิดเพื่อโยงใยสัมพันธ์กับองค์ความรู้ด้านอื่นศาสตร์สาขาอื่น
การใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง
นอกจากกระบวนกรจะจัดวางเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงถึงมิติด้านจิตใจและปัญญาแล้ว กระบวนกรจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ระดับที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกภายใน สัมผัสถึงตัวสภาวะของสิ่งต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะไม่เพียงทำให้ผู้เรียน รู้หรือเข้าใจเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ผู้เรียนสัมผัสลึกถึงภายในที่กำลังสั่นไหว เปลี่ยนแปลง เรียนรู้อย่างใคร่ครวญได้ กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงซึ่งเป็นการสัมผัสสภาวะโดยตรง  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 2553</strong></em></span></p>
<p>การเรียนรู้ที่ทรงพลังที่จะกล่าวถึงในที่นี้จะหมายเน้นถึงการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงภายในระดับลึกของผู้เรียน ทั้งด้านพฤติกรรม ความสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม ด้านจิตใจและปัญญา ซึ่งเป้าหมายทั้ง 4 ด้านล้วนเชื่อมโยงสนับสนุนกันอย่างแยกไม่ออก และมักจะเป็นเป้าหมายที่สถาบันการศึกษาหลักในสังคมเกือบทั้งหมดไม่ได้ให้ความสำคัญ เพราะมุ่งให้ความสำคัญเฉพาะการศึกษาเรียนรู้เพื่อประกอบวิชาชีพเท่านั้น<br />
<span id="more-466"></span><br />
<strong>องค์ประกอบที่ทำให้การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงคนได้หลากด้านหลายมิติ</strong></p>
<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นในที่นี้จะขอกล่าวถึงการจัดองค์ประกอบต่างๆเพื่อการเรียนรู้ที่ลงลึกถึงด้านในของคน โดยจะขอเสนอไว้ในรูปของบทบาทหน้าที่ของกระบวนกร(ผู้จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการมีส่วนร่วม)เพื่อจะได้นำไปใคร่ครวญพิจารณาเพื่อความเหมาะสมสอดคล้องตามบริบทของกระบวนกรแต่ละคนต่อไป</p>
<p><strong>การจัดวางเนื้อหาการเรียนรู้ให้เชื่อมโยงถึงความจริงอันเกี่ยวกับสภาวะภายในของคน</strong></p>
<p>การจะทำบทเรียนให้ลงลึกถึงความจริงและการเปลี่ยนแปลงระดับจิตใจและปัญญาของคนนั้น กระบวนกรจำต้องเชื่อมโยงบทเรียนให้โยงใยสัมพันธ์ไปถึงความเป็นจริงด้านต่างๆของมนุษย์ ดังเช่น ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับการเกิดขึ้นและการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงความเชื่อหรือทัศนคติ ความคิดและวิธีคิดของมนุษย์ ความจริงที่เกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกภายในทั้งฝ่ายบวกและลบ ร่องพฤติกรรมที่แสดงออกอย่างคุ้นเคย ความรู้ความจริงอันเกี่ยวกับความสามารถในการรู้เท่าทันสภาวะภายในตนจนเกิดปัญญาหยั่งรู้ความจริงของสรรพสิ่งตามที่มันเป็น ตลอดจนการผสมผสานเชื่อมโยงอย่างเป็นองค์รวมของความสามารถด้านต่างๆในตัวมนุษย์ เป็นต้น  เพราะการเรียนรู้ในกระแสหลักมักมุ่งเน้นให้บทเรียนครอบคลุมเฉพาะระดับของความรู้ ความเข้าใจ ความทรงจำในเรื่องที่เรียน  ซึ่งมักแยกเรื่องที่เรียนออกจากความจริงด้านต่างๆของมนุษย์ที่มีมากกว่าความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน ยกตัวอย่างบทเรียนเกี่ยวกับการทำงานเป็นกลุ่มที่เข้มแข็ง (Teamwork) มักจะพูดถึงการเปลี่ยนมุมมองเพื่อนร่วมงานจากแง่ลบมาเป็นการมองในเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง ซึ่งถ้ากล่าวถึงเพียงแค่นี้ก็เชื่อได้ว่าผู้เรียนจะรู้ได้ไม่ยากแต่ก็จะเป็นเพียงรู้ว่ามันดีเฉยๆ หรือรู้แล้วจะทำได้จริงมากน้อยเพียงใดในสถานการณ์จริง ดังนั้นกระบวนกรจึงอาจต้องทำบทเรียนให้ลงลึกถึงว่าในความเป็นจริงอะไรเป็นปัจจัยทำให้คนเรามักมองคนในแง่ลบ การเปลี่ยนแปลงการมองจากลบมาเป็นบวกหรือมองตามที่เป็นจริงจะเกิดขึ้นจากภายในได้จริงอย่างไรหรือจะหล่อเลี้ยงสภาวะการมองแบบนี้ได้อย่างไร มันสัมพันธ์อย่างไรกับร่องพฤติกรรมเดิมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น จะปรับใช้ได้จริงในสถานการณ์ที่เป็นจริงในชีวิตประจำวันได้อย่างไร หรือกระบวนกรอาจต้องทำให้ผู้เรียนสัมผัสโดยตรงกับสภาวะที่เขากำลังมองเชิงบวกจนผู้เรียนเข้าถึงผลอันน่าทึ่งของการมองเชิงบวกหรือมองตามที่เป็นจริง เป็นต้น</p>
<p>กล่าวโดยสรุปกระบวนกรควรทำเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงเข้าใกล้ตัวผู้เรียนให้มากที่สุดโดยเฉพาะด้านในของมนุษย์ ทำบทเรียนให้สอดคล้องสัมพันธ์กับบริบทรอบตัวผู้เรียนที่เป็นสถานการณ์ในชีวิตจริง  นอกจากนี้เนื้อหาของบทเรียนจะต้องเป็นปลายเปิดไม่หยุดนิ่งตายตัวและต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบถูกตั้งคำถามจากผู้เรียนได้เสมอ  อีกทั้งควรเป็นบทเรียนที่เป็นปลายเปิดเพื่อโยงใยสัมพันธ์กับองค์ความรู้ด้านอื่นศาสตร์สาขาอื่น</p>
<p><strong>การใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลัง</strong></p>
<p>นอกจากกระบวนกรจะจัดวางเนื้อหาของบทเรียนให้เชื่อมโยงถึงมิติด้านจิตใจและปัญญาแล้ว กระบวนกรจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายและทรงพลังเพื่อทำให้ผู้เรียนเข้าถึงบทเรียนได้ระดับที่เขาจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกภายใน สัมผัสถึงตัวสภาวะของสิ่งต่างๆ กระบวนการเรียนรู้ที่ดีจะไม่เพียงทำให้ผู้เรียน รู้หรือเข้าใจเท่านั้น แต่กลับสามารถทำให้ผู้เรียนสัมผัสลึกถึงภายในที่กำลังสั่นไหว เปลี่ยนแปลง เรียนรู้อย่างใคร่ครวญได้ กล่าวอีกแง่หนึ่งก็คือ ทำให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์ตรงซึ่งเป็นการสัมผัสสภาวะโดยตรง  ไม่ได้ใช้แค่เพียงความคิดหรือเหตุผลในการเข้าถึงตัวสภาวะ</p>
<p>ด้วยเหตุนี้ตัวกระบวนกรจึงต้องใส่ใจเป็นพิเศษถึงการออกแบบและใช้กระบวนการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างลงลึกได้  ลักษณะสำคัญของกระบวนการเรียนรู้ที่ทรงพลังมีดังนี้</p>
<p>ก)	การให้ผู้เรียนได้เรียนผ่านประสบการณ์ตรง เช่น การเรียนรู้นิเวศวิทยาแนวลึก เราจะพาผู้เรียนเข้าไปเดินรอนแรมในป่า อดอาหาร หรืออยู่คนเดียวเพื่อเผชิญกับความกลัวภายใน ซึ่งมักจะทำให้ผู้เรียนได้สัมผัสถึงความจริงรอบตัวที่เกิดขึ้นรวมถึงสภาวะที่เกิดขึ้นภายใน กิจกรรมหรือกระบวนการผ่านประสบการณ์ตรงมักทำให้ผู้เรียนได้เปิดประตูการรับรู้ทุกทางหรือเกือบทุกทาง ซึ่งจะทำให้เกิดพลังการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งดื่มด่ำกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น  ทั้งนี้ก็เพราะสภาวะความเป็นจริงระดับลึกซึ้งจะเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อได้ผ่านประสบการณ์ตรงไม่ใช่เพียงแค่คิดวิเคราะห์หรือสนทนากันเท่านั้น กระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ตัวอย่างได้แก่ การพาเดินรอนแรมในป่า ทดลองอดอาหารและอยู่คนเดียว  การพาผู้เรียนเข้าไปใช้ชีวิตอยู่กับชาวบ้านชาวเขาที่กำลังเผชิญวิกฤตการณ์ต่างๆ การฝึกฝนทำสมาธิภาวนาอย่างเข้มข้น การทำงานศิลปะ  การแสดงละคร การสวมบทบาทสมมติ การออกไปฝึกฝนคลี่คลายความขัดแย้งในพื้นที่จริง การใช้เกมหรือสถานการณ์จำลองที่คล้ายคลึงกับสภาพในชีวิตจริง เป็นต้น</p>
<p>ข)	กิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ใช้ ควรสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ เนื้อหาการเรียนรู้ ตัวผู้เรียนและข้อจำกัดเรื่องเวลา กล่าวคือกระบวนการหรือกิจกรรมที่ใช้ควรทำให้เข้าถึงบทเรียนที่ชัดเจนลงลึกได้ง่าย ไม่ยากไม่ง่ายเกินไปสำหรับกลุ่มผู้เรียน และไปกันได้กับข้อจำกัดของเวลา</p>
<p>ค)	เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการกระทบสัมผัสกับความรู้สึกภายในได้ง่าย หรือเป็นกับดักหรือหลุมพรางที่เมื่อผู้เรียนได้ทำหรือได้ผ่านแล้วทำให้เกิดการฉุกคิดใคร่ครวญ เกิดปัญญาได้ง่าย  ทำให้มองเห็นความจริงภายในที่มักมองข้ามหรือไม่เคยใส่ใจมอง รวมถึงทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับตัวตนที่แท้จริงภายในได้ง่าย</p>
<p>ง)	เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่บางครั้งบางขณะทำให้ผู้เรียนเกิดความนิ่งสงัดเกิดสภาวะที่ใคร่ครวญหรือตระหนักรู้ได้อย่างแจ่มชัด</p>
<p>จ)	เป็นกิจกรรมหรือกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนรู้สึกเชื่อมั่นไว้วางใจในระดับที่จะยอมเปิดตัวลงมาเรียนรู้อย่างเต็มที่ แต่บางครั้งกระบวนกรอาจจำเป็นต้องใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกเสี่ยง หวั่นไหว หมิ่นเหม่ต่อการเปิดเผยตัวตน ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่เสี่ยงระดับหนึ่งมักจะทำให้บทเรียนมีความลึกซึ้ง ซึ่งผู้เรียนบางคนถึงกับเปลี่ยนแปลงภายในอย่างชนิดถอนรากถอนโคนเลยทีเดียว  ทั้งนี้กระบวนกรจำต้องประเมินตัวกระบวนกรเอง ผู้เรียน จังหวะและสถานการณ์ในขณะเรียนรู้เป็นสำคัญ</p>
<p>ในสัปดาห์หน้าจะได้กล่าวถึงองค์ประกอบการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์และการสรุปหรือถอดบทเรียน</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ปรีดา  เรืองวิชาธร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=466</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ความเอ๋ย.. ความสุข</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=464</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=464#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 10:16:41 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชัยยศ ยโสธโร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=464</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2553
โฮเมอร์ เด็กชายอายุ 14 ปี กำพร้าพ่อ พี่ชายของเขาเป็นทหารไปรบในสงคราม ครอบครัวของเด็กชายมีแม่ พี่สาว น้องชาย ท่ามกลางภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กชายต้องหางานทำ แม้อายุไม่ถึงเกณท์ โชคดีที่นายจ้างเข้าใจความยากลำบากและความจำเป็น รวมถึงความชื่นชมในความเป็นเด็กดีของโฮเมอร์  โฮเมอร์ได้งานทำเป็นบุรษไปรษณีย์ทำหน้าที่แจกจ่ายโทรเลข  สิ่งที่ยากลำบากในงานอาชีพของเด็กชาย คือ การที่ต้องทำหน้าที่ส่งมอบโทรเลข ซึ่งมีเนื้อความแจ้งข่าวการเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัว ให้แก่ผู้รับโทรเลข  มันช่างเป็นภารกิจการงานที่หนักหนา สำหรับการที่ต้องแจ้งข่าวการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รัก ให้กับครอบครัวนั้นๆ  แต่กระนั้นตลอดเรื่องราวของวรรณกรรมเยาวชน “ความ สุขแห่งชีวิต” เราจะพบภาพของความสุขจากความเอื้ออาทรของตัวละครต่างๆ ในเรื่องราว  การมีน้ำใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า  ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันท่ามกลางความทกข์ยาก  รวมถึงการมีความ หวังที่ดีในชีวิตท่ามกลางความเลวร้ายของสภาพรอบตัว
สิ่งที่น่าสนใจคือ แง่มุมประสบการณ์ของความสุขอันเนื่องมาจากทัศนคติของเราแต่ละคน  รวมไปถึงความสุขอันเนื่องมาจากความดี และความรัก

&#8220;คนทุกคนเป็นโลกๆ หนึ่ง เป็นทั้งโลก ไม่ว่ามันจะเศร้า จะน่าเกลียด จะน่าสงสาร ก็เป็นโลกที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างที่เขาต้องการ ถ้าเขามีความรัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 25 กรกฎาคม 2553</strong></em></span></p>
<p>โฮเมอร์ เด็กชายอายุ 14 ปี กำพร้าพ่อ พี่ชายของเขาเป็นทหารไปรบในสงคราม ครอบครัวของเด็กชายมีแม่ พี่สาว น้องชาย ท่ามกลางภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 เด็กชายต้องหางานทำ แม้อายุไม่ถึงเกณท์ โชคดีที่นายจ้างเข้าใจความยากลำบากและความจำเป็น รวมถึงความชื่นชมในความเป็นเด็กดีของโฮเมอร์  โฮเมอร์ได้งานทำเป็นบุรษไปรษณีย์ทำหน้าที่แจกจ่ายโทรเลข  สิ่งที่ยากลำบากในงานอาชีพของเด็กชาย คือ การที่ต้องทำหน้าที่ส่งมอบโทรเลข ซึ่งมีเนื้อความแจ้งข่าวการเสียชีวิตของบุคคลในครอบครัว ให้แก่ผู้รับโทรเลข  มันช่างเป็นภารกิจการงานที่หนักหนา สำหรับการที่ต้องแจ้งข่าวการเสียชีวิตของผู้เป็นที่รัก ให้กับครอบครัวนั้นๆ  แต่กระนั้นตลอดเรื่องราวของวรรณกรรมเยาวชน “ความ สุขแห่งชีวิต” เราจะพบภาพของความสุขจากความเอื้ออาทรของตัวละครต่างๆ ในเรื่องราว  การมีน้ำใจแม้แต่กับคนแปลกหน้า  ความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันท่ามกลางความทกข์ยาก  รวมถึงการมีความ หวังที่ดีในชีวิตท่ามกลางความเลวร้ายของสภาพรอบตัว</p>
<p>สิ่งที่น่าสนใจคือ แง่มุมประสบการณ์ของความสุขอันเนื่องมาจากทัศนคติของเราแต่ละคน  รวมไปถึงความสุขอันเนื่องมาจากความดี และความรัก<br />
<span id="more-464"></span><br />
&#8220;คนทุกคนเป็นโลกๆ หนึ่ง เป็นทั้งโลก ไม่ว่ามันจะเศร้า จะน่าเกลียด จะน่าสงสาร ก็เป็นโลกที่เขาสร้างขึ้นมาอย่างที่เขาต้องการ ถ้าเขามีความรัก โลกนั้นก็จะเต็มไปด้วยคนที่เขาจะรักใคร่ไยดีได้ แต่ถ้าเขามีความเกลียด โลกก็จะมีคนชนิดที่เขาต้องเกลียดโลกคอยอยู่ ให้คนแต่ละคนที่อยู่ในโลกสร้างมันขึ้นมา&#8221;</p>
<p>&#8220;คนดีไม่มีวันตาย เธอจะได้เห็นเขาอีกหลายครั้ง ตามถนนหนทาง ตามบ้านเรือน ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในเมืองในไร่องุ่นและสวนผลไม้ ทั้งในแม่น้ำและเมฆหมอก ในทุกอย่างที่สร้างโลกให้เราอยู่ เธอจะรู้สึกถึงเขาได้ในทุกอย่างที่เกิดจากความรัก และที่ทำให้เกิดความรัก ทุกอย่างที่มั่งคั่ง ทุกอย่างที่เติบโต คนอาจจะจากไปหรือถูกนำตัวไป แต่ส่วนที่ดีที่สุดของคนดีจะคงอยู่ มันจะอยู่ในชั่วนิรันดร์ ความรักเป็นอมตะและทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอมตะ&#8221;</p>
<p>- วิลเลียม ซาโรยัน ความสุขแห่งชีวิต แปลโดย มัทนี เกษกมล</p>
<p>เราทุกคนล้วนต้องการความสุข  แต่ความสุขก็เหมือนปริศนาในตัวมันเอง คือ หากเราไข้วคว้า ความสุข  ความสุขที่แท้จริงกลับยิ่งลอยหาย เหลือแต่ความสุขจอมปลอมมาล่อลวงแทน เนื่องเพราะเมื่อ เราเฝ้าครุ่นคิดที่จะมีความสุข   เราก็มักหมกมุ่นอยู่แต่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง  การหมกมุ่นกับตนเอง เป็นการยึดถือความคิด ความเชื่อของตนเองโดยไม่มีการเปิดรับความคิด ประสบการณ์จากคนอื่น  ไม่มีการเรียนรู้ของบทเรียนชีวิตที่ผ่านมา  ในอีกทางความสุขเหมือนมีมนต์มายาที่มักล่อลวงให้เราหลงยึด ติดกับความสุขที่ได้มาง่ายๆ และรวดเร้ว  เช่น ความสุขจากการได้ครอบครองวัตถุที่โปรดปราน :  เสื้อผ้า ข้างของเครื่องใช้  มือถือรุ่นใหม่ ฯลฯ  หรือความสุขจากการได้เสพรับประสบการณ์แปลกใหม่จากการ ท่องเที่ยว การพนัน สุรา ยาเสพติด  แม้กระทั้งความสุขจากการได้ครอบครองอำนาจ หรือการมีสถานภาพ  ในอีกทางความสุขจากการไม่ต้องพะปะหรือได้ในสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เช่น โรคภัยไข้เจ็บ การพลัดพราก ลาจากสูญเสีย</p>
<p>แต่เมื่อเราเปิดรับ และใส่ใจผู้อื่น แทนการหมกหมุ่นในตนเอง รับรู้และใส่ใจในความสุข ความทุกข์ ของผู้อื่น เรากลับพบความสุขจากการได้ส่งมอบความรักให้แก่ผู้อื่น  พร้อมกับการที่เรามีความเอื้อาทรให้กับ ผู้อื่นก็คือ การที่เราได้ทำความดีให้กับผู้อื่น  และความสุขเช่นนี้ผุดขึ้นจากใจ นำพาจิตใจให้เปิดกว้าง ข้ามพ้น ความเห็นแก่ตัว  หรือความหมกหมุ่นในตนเองที่มีแต่ “ตัวกู กับของกู”  แน่นอนว่า ความสุขเป็นอารมณ์ ความรู้สึกที่เราปรารถนา  เรารู้สึกยินดี แช่มชื่น และรื่นรมย์ เรามีความสุขยามที่เราประสบความสำเร็จ  ยามที่เราสมหวังในสิ่งที่ปราถนา  และเมื่อเรามีความสุข  เราก็พร้อมเผื่อแผ่ความสุขให้กระจายออกไป  : หน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส  อารมณ์ที่ดี สบายใจ  แต่อารมณ์เป็นสุขหากมีความหมายเพียงเช่นนี้  คุณค่า ความสุขคงด้อยค่า  เพราะความสุขจากวัตถุ ความสุขจากการครอบครองก็ให้รสชาติไม่แตกต่าง</p>
<p>พลังชีวิตของเราทุกคนขับเคลื่อนและผลักดันไปด้วยบทบาทหน้าที่ใน ๒ ลักษณะ คือ พลังเพื่อ การสร้างสรรค์  และพลังในฐานะปฏิกิริยาตอบโต้     มองในแง่ความทุกข์ที่ให้อารมณ์เชิงลบ เช่น กลัว โกรธ ผิดหวัง ความรู้สึกผิด  แท้จริงอารมณ์ เชิงลบเหล่านี้ให้ประโยชน์กับชีวิตด้วย ความกลัวช่วยให้เราอยู่ รอดปลอดภัย ความโกรธช่วยให้เราค้นพบสิ่ง ที่ต้องการ  ความรู้สึกช่วยให้เราเรียนรู้การกระทำที่ถูกต้อง   ด้วยเหตุนี้  ยามที่เราต้องเผชิญหรืออยู่กับความทุกข์  อันเนื่องด้วยสภาพแวดล้อม หรือเหตุปัจจัยจาก ตัวเราเอง  เช่น  ประสบการณ์เลวร้ายที่เรายังฝังจำในชีวิต  การมีวิธีคิดเชิงลบและทำร้ายตนเอง  สิ่งเหล่า นี้ทำให้พลังชีวิตถูกใช้เพื่อตอบโต้สิ่งกระตุ้นเร้าต่างๆ เพื่อปกป้องตนเอง  ผ่านความเครียด  ความกังวล ความวิตก ฟุ้งซ่าน  ขณะเดียวกันพลังตอบโต้ในฐานะปฏิกิริยาก็ยังถูกใช้เพื่อทำลายล้าง สิ่งที่เราคาดคิดว่าเป็นอันตรายต่อเรา   ความรู้สึกเป็นทุกข์จึงทำร้ายเราด้วยลักษณะนี้</p>
<p>แล้วประโยชน์ของความสุขคืออะไร คำตอบคือ ความสุขที่แท้จริง คือ แหล่งพลังงานที่ให้กับชีวิต เพื่อนำไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ทั้งการงาน ชีวิต สุขภาพกาย ใจ รวมไปถึงความสัมพันธ์   นั้นคือ เมื่อเรามีความสุข พลังชีวิตไม่ต้องสูญเสียไปในฐานะปฏิกิริยาตอบโต้ แต่สามารถนำมาใช้เพื่อการสร้าง สรรค์ ดังเช่น ศิลปินที่มีความสุขกับการสร้างสรรค์ผลงานที่ตนรัก ศรัทธา  การอุทิศตัวมุ่งมั่นเพื่อบรรลุสิ่งที่ มุ่งหวัง  การทำความดีเพื่อเกื้อกูลต่อคนอื่นยิ่งๆ ขึ้นไป  การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ สิ่งมีคุณค่าภายใต้ความรัก ความพอใจ และความสุขในการทำสิ่งที่ตนรัก รวมไปถึงการให้อภัย การมีความเมตตากรุณาต่อสรรพสิ่ง รอบตัว</p>
<p>และเมื่อเรามีความสุขที่แท้จริง โลกรอบตัวของเราก็จะถูกสร้างสรรค์เพื่อวิวัฒน์ไปในวิถีที่เกื้อกูล ชีวิตและธรรมชาติ ไม่เบียดเบียน เราจะมีความสุขที่แท้จริงได้ จึงเริ่มต้นที่การเรียนรู้ตนเองและข้ามพ้นการ หมกหมุ่นกับตนเอง  เพื่อไปสู่การเกื้อกูล ช่วยเหลือผู้อื่นผ่านความรักและความดี  อาจจะยาก แต่ก็คุ้มค่า ที่จะลอง เพราะโลกที่มีความสุข รอคอยอยู่</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ชัยยศ   ยโสธโร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=464</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>สู่ชีวิตที่สงบเย็นและเป็นอิสระ</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=462</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=462#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 10:09:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พระไพศาล วิสาโล</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองอย่างพุทธ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=462</guid>
		<description><![CDATA[มติชน ฉบับเดือน กรกฎาคม 2553
เมื่อสองเดือนที่แล้วมีรายงานข่าวว่าศาลเกาหลีใต้ได้ตัดสินจำคุกสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นเวลาสองปี  เนื่องจากทิ้งให้ลูกสาววัยสามเดือนอดอาหารจนตาย
ทารกที่น่าสงสารคนนี้มิได้ถูกทิ้งที่กองขยะอย่างที่มักจะเป็นข่าว  หากถูกปล่อยไว้ที่บ้านของเธอเอง    ส่วนคนที่หายไปจากบ้านคือผู้ที่เป็นพ่อแม่  ทั้งสองคนไปขลุกอยู่ที่ร้านอินเตอร์ทั้งวันเนื่องจากติดเกมอย่างหนัก   รายงานข่าวไม่ได้แจ้งว่าทั้งสองมีเวลาไปทำมาหากินหรือไม่  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทารกน้อยได้รับอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น ซึ่งก็คงเป็นช่วงที่ทั้งสองกลับไปนอนบ้าน
ผู้เป็นพ่อนั้นมิใช่วัยรุ่น หากเป็นผู้ใหญ่วัย 41 ปี ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เกมออนไลน์ที่เขาและภรรยาวัย 25 ปี   ติดหนักจนโงหัวไม่ขึ้น
มิใช่เกมบู๊ล้างผลาญเต็มไปด้วยความรุนแรง หากเป็น เกมชื่อ “พริอุส” ซึ่งผู้เล่นจะต้องเพียรพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงนาม &#8220;อะนิเมะ&#8221;
ให้สามารถฟื้นฟูความทรงจำและพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเอง

ใครจะคาดคิดว่า ขณะที่สามีภรรยาคู่นี้เอาจริงเอาจังกับการช่วยเด็กหญิงในจินตนาการ แต่กลับละทิ้งลูกน้อยของตัว ซึ่งมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด  เท่านั้นยังไม่พอเมื่อกลับมาบ้าน ทั้งสองยังตีลูกน้อยของตัวด้วย
ข่าวนี้ตอกย้ำถึงอานุภาพของเกมออนไลน์ ซึ่งสามารถสะกดผู้คนให้ลุ่มหลงและเสพติดอย่างหนัก จนลืมได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง
เกมออนไลน์หากเสพติดเมื่อใด ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งของตนเองและผู้อื่น
เมื่อปีที่แล้วก็มีข่าวว่า   หนุ่มเกาหลีใต้ผู้หนึ่งติดเกมออนไลน์อย่างหนัก   จนไม่สนใจการงาน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>มติชน ฉบับเดือน กรกฎาคม 2553</strong></em></span></p>
<p>เมื่อสองเดือนที่แล้วมีรายงานข่าวว่าศาลเกาหลีใต้ได้ตัดสินจำคุกสามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นเวลาสองปี  เนื่องจากทิ้งให้ลูกสาววัยสามเดือนอดอาหารจนตาย</p>
<p>ทารกที่น่าสงสารคนนี้มิได้ถูกทิ้งที่กองขยะอย่างที่มักจะเป็นข่าว  หากถูกปล่อยไว้ที่บ้านของเธอเอง    ส่วนคนที่หายไปจากบ้านคือผู้ที่เป็นพ่อแม่  ทั้งสองคนไปขลุกอยู่ที่ร้านอินเตอร์ทั้งวันเนื่องจากติดเกมอย่างหนัก   รายงานข่าวไม่ได้แจ้งว่าทั้งสองมีเวลาไปทำมาหากินหรือไม่  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือทารกน้อยได้รับอาหารเพียงวันละมื้อเท่านั้น ซึ่งก็คงเป็นช่วงที่ทั้งสองกลับไปนอนบ้าน</p>
<p>ผู้เป็นพ่อนั้นมิใช่วัยรุ่น หากเป็นผู้ใหญ่วัย 41 ปี ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ เกมออนไลน์ที่เขาและภรรยาวัย 25 ปี   ติดหนักจนโงหัวไม่ขึ้น<br />
มิใช่เกมบู๊ล้างผลาญเต็มไปด้วยความรุนแรง หากเป็น เกมชื่อ “พริอุส” ซึ่งผู้เล่นจะต้องเพียรพยายามช่วยเหลือเด็กหญิงนาม &#8220;อะนิเมะ&#8221;<br />
ให้สามารถฟื้นฟูความทรงจำและพัฒนาอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ ของตนเอง<br />
<span id="more-462"></span><br />
ใครจะคาดคิดว่า ขณะที่สามีภรรยาคู่นี้เอาจริงเอาจังกับการช่วยเด็กหญิงในจินตนาการ แต่กลับละทิ้งลูกน้อยของตัว ซึ่งมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐานเนื่องจากคลอดก่อนกำหนด  เท่านั้นยังไม่พอเมื่อกลับมาบ้าน ทั้งสองยังตีลูกน้อยของตัวด้วย</p>
<p>ข่าวนี้ตอกย้ำถึงอานุภาพของเกมออนไลน์ ซึ่งสามารถสะกดผู้คนให้ลุ่มหลงและเสพติดอย่างหนัก จนลืมได้แม้กระทั่งลูกตัวเอง</p>
<p>เกมออนไลน์หากเสพติดเมื่อใด ก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ทั้งของตนเองและผู้อื่น</p>
<p>เมื่อปีที่แล้วก็มีข่าวว่า   หนุ่มเกาหลีใต้ผู้หนึ่งติดเกมออนไลน์อย่างหนัก   จนไม่สนใจการงาน   ในที่สุดก็ถูกไล่ออกจากงาน  แทนที่จะเสียใจ   เขากลับดีใจที่ได้เล่นเกมเต็มที่   คราวนี้เขาขลุกอยู่แต่ในห้องเล่นเกมทั้งวันทั้งคืนไม่ได้หลับไม่ได้นอน    อาหารก็กินหน้าจอ<br />
คอมพิวเตอร์  หลังจากเล่นเกมแบบไม่หยุดติดต่อกันถึง 36 ชั่วโมง ร่างกายเขาก็ทนไม่ไหว ถึงกับช็อคและเสียชีวิตคาแป้น</p>
<p>เสน่ห์อย่างหนึ่งของเกมออนไลน์คือให้ความตื่นเต้น    เพราะเต็มไปด้วยสิ่งท้าทายที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากเอาชนะ    หากแพ้ก็อยากแก้มือเพื่อเป็นผู้ชนะให้ได้  ถ้าชนะก็ดีใจ อยากเล่นต่อเพราะติดใจในชัยชนะ       (และรางวัลที่ได้รับ   ไม่ว่าจะเป็นคะแนนหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ) นี้คือเสน่ห์อย่างเดียวกับที่ทำให้คนติดการพนัน      เป็นแต่ว่ารางวัลที่ได้จากการพนันนั้นสามารถเอาไปซื้อความสุข<br />
อย่างอื่นได้อีกเพราะเป็นเงินจริง ๆ</p>
<p>แต่สิ่งหนึ่งที่การพนันไม่สามารถให้ได้      ก็คือความรู้สึกมีอำนาจมากกว่าเดิม      เกมออนไลน์ได้สร้างโลกเสมือนจริงที่ผู้เล่นมีความสามารถนานัปการ    ซึ่งสามารถเพิ่มพูนได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็นยอดมนุษย์  มีอำนาจควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้มากมาย  ซึ่งมิอาจทำได้ใน<br />
โลกแห่งความเป็นจริง   มันยังทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเป็นพระเอก หรือวีรชนเพราะได้ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก หรือปราบปรามศัตรูผู้หมายทำลายโลก  ความรู้สึกอย่างนี้มีความหมายต่อผู้เล่นมาก เพราะไม่อาจหาได้ในชีวิตจริง ใคร ๆ  ก็อยากเป็นคนเก่ง เป็นพระเอกนางเอก<br />
หรือวีรชนทั้งนั้น   ในอดีตคนส่วนใหญ่ทำได้อย่างมากก็แค่ฝันกลางวัน   แต่เกมออนไลน์ได้สร้างโลกเสมือนจริงที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าว ทำให้ความรู้สึกว่า “กูแน่”นั้นดูเข้มข้นสมจริงยิ่งกว่าเดิม สำหรับคนที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้แพ้ คนไม่เก่ง ไร้อำนาจในชีวิตจริงอะไรจะทำให้มีความสุขและชวนลุ่มหลงเท่ากับการหลุดเข้าไปในโลกแบบนี้</p>
<p>พูดง่าย ๆ เสน่ห์ที่สำคัญที่สุดของเกมออนไลน์ ก็คือการสนองและปรนเปรออัตตาของผู้เล่น ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยหรือมีชีวิตชีวาขึ้นมา  (ซึ่งสัมพันธ์กับสารเคมีบางอย่างที่หลั่งออกมาด้วย)  ในโลกปัจจุบันที่เต็มไปด้วยการแข่งขันกันอย่างรุนแรง  คนส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นผู้ชนะ ขณะที่คนส่วนใหญ่รู้สึกว่าตนเป็นผู้แพ้ ไร้ความสามารถ ไม่มีน้ำยา (ที่จริงแค่รู้สึกว่าเป็นคนธรรมดาก็ยากที่คนสมัยนี้จะรับได้<br />
เพราะถูกปลูกฝังว่าชีวิตนี้จะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ชนะหรือคนเก่งเท่านั้น)</p>
<p>ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจ ที่มีผู้คนเป็นอันมากจมหายเข้าไปในโลกเสมือนผ่านเกมออนไลน์   จนลืมโลกแห่งความเป็นจริง  หลายคนเพลินกับการเป็นวีรบุรุษช่วยเด็กที่น่าสงสารในโลกเสมือนจริง    จนลืมลูกน้อยของตัวที่บ้านไป   ในที่สุดจึงกลายเป็นผู้ร้ายในโลกแห่งความเป็นจริง ดังสามีภรรยาในเรื่องข้างต้น</p>
<p>เกมออนไลน์เมื่อเล่นมาก ๆ  ย่อมทำให้ผู้คนลืมตัว  และเมื่อลืมตัวแล้ว  ก็สามารถลืมทุกอย่างได้  ไม่ว่าจะเป็นลูกเมียพ่อแม่หรือหน้าที่ความรับผิดชอบ   ทำให้เกิดความเสียหายตามมามากมาย   แต่คนเราไม่ได้ลืมตัวเพราะเกมออนไลน์เท่านั้น   มีอีกมากมายที่ทำให้เราลืมตัวได้  แต่ไหนแต่ไรมาสิ่งที่ทำให้ลืมตัวมีชื่อเรียกรวม ๆ ว่า “อบายมุข”  พุทธศาสนาได้จำแนกออกเป็น 6 อย่าง คือสุรายาเสพติดการพนัน การเที่ยวกลางคืน การเที่ยวดูการละเล่น การคบคนชั่ว และความเกียจคร้าน  แต่ในปัจจุบันการจำแนกเท่านี้ ย่อมไม่เพียงพอเสียแล้ว    เพราะช่องทางแห่งความเสื่อม   อันเนื่องจากความลืมตัวนั้นได้เพิ่มจำนวนมากขึ้น   นอกจากเกมออนไลน์แล้ว   โทรทัศน์ภาพยนตร์ หรือแม้แต่การช็อปปิ้งก็สามารถทำให้เกิดการเสพติดจนลืมตัวได้</p>
<p>ทุกวันนี้สำหรับคนจำนวนไม่น้อย การช็อปปิ้งเป็นมากกว่ากิจวัตร เพราะกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว   เลิกเรียน<br />
หรือเลิกงานเมื่อไร เป็นต้องไปเที่ยวห้าง มิใช่เพื่อเสพสิ่งปรนเปรอทางผัสสะทั้งห้า  หรือสนองความอยากทางกามเท่านั้น หากยังเพราะ<br />
รู้สึกมีอำนาจเมื่อได้ซื้อสิ่งของตามใจนึกและได้รับบริการจากผู้คน  ดังนั้นเมื่อไปเที่ยวห้างแล้วไม่ซื้ออะไรเลย (ไม่ว่าสินค้าหรือบริการ)<br />
ก็เหมือนกับไม่ได้ไป   แม้จะไม่มีเงินก็ต้องดิ้นรนหาบัตรเครดิตมาจนได้  ยิ่งจ่ายเท่าไร  ก็ยิ่งมีความสุข   และยิ่งมีความสุขก็ยิ่งจ่ายจนหนี้ล้นพ้นตัว  ของที่ซื้อมานั้นจำนวนมากอาจจะไม่ได้ใช้เลย แต่ก็ยังซื้ออีก  เพราะความสุขอยู่ที่การซื้อและได้มา หาได้อยู่ที่การใช้ไม่<br />
ถ้าถามว่านักช็อปปิ้งเสพติดอะไร    ก็ต้องตอบว่าเสพติดประสบการณ์การช็อปปิ้ง    ด้วยเหตุนี้หลายคนจึงทุรนทุราย   กระสับกระส่าย<br />
เป็นอย่างยิ่งเมื่อคนเสื้อแดงยึดราชประสงค์ เพราะทำให้ไม่สามารถไปช็อปปิ้งในศูนย์การค้าชื่อดังบริเวณนั้น นานถึงเดือนครึ่ง</p>
<p>กระแสบริโภคนิยม ดูเหมือนจะทำให้เรามีเสรีภาพมากขึ้น ในการเสพและแสวงหาความสุข แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือผู้คนมีอิสรภาพในทางจิตใจน้อยลง  เพราะตกเป็นทาสของอบายมุขทั้งเก่าและใหม่มากขึ้น  ชีวิตจึงติดอยู่ในกับดักแห่งความทุกข์ ยากจะไถ่ถอนออกมา<br />
ได้ แม้จะได้รับความสุขอยู่บ้างจากการเสพวัตถุ แต่ก็ชโลมใจชั่วคราว เพราะเป็นสุขที่เจือด้วยทุกข์ และทำให้ลุ่มหลงหรือลืมตัวหนักขึ้น</p>
<p>หากปรารถนาชีวิตที่เป็นสุขอย่างแท้จริง จะต้องพยายามยกจิตให้เป็นอิสระจากอบายมุขทั้งหลาย รวมทั้งพึ่งพาความสุขจากวัตถุให้น้อยลง   เริ่มต้นด้วยการลดการเสพจนสามารถเลิกได้ในที่สุด  ตั้งแต่อบายมุขอย่างหยาบ (สุรา ยาเสพติด การพนัน สถานเริงรมย์) จนถึงอบายมุขอย่างละเอียด    (เกมออนไลน์ การช็อปปิ้ง ละครโทรทัศน์)   ขณะเดียวกันก็มีความสุขอย่างประณีตมาทดแทน เช่น สุขจากสมาธิภาวนา  สุขจากการทำบุญสร้างกุศล  สุขจากการบำเพ็ญประโยชน์  เป็นต้น  ยิ่งได้สัมผัสกับความสุขประณีตมากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดว่าสุขจากอบายมุขและวัตถุนั้นเต็มไปด้วยโทษ ไม่น่าพัวพันลุ่มหลง    หากทำได้มากกว่านั้นคือฝึกฝนจิตใจให้รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ<br />
ก็จะไม่ถูกกิเลสครอบงำจนลืมตัว   หรือมัวแต่ปรนเปรออัตตาจนถลำสู่ความเสื่อม  สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ  ปัญญาที่ตระหนักชัดว่าความสุขที่แท้อยู่ที่ใจซึ่งโปร่งโล่ง  สงบเย็น เป็นอิสระ ไม่หลงใหลติดยึดในตัวตน  ความตระหนักชัดดังกล่าว  จะเป็นทั้งฐานที่มั่นคงและพลังขับเคลื่อน ให้ชีวิตเป็นอิสระอย่างแท้จริง</p>
<p>วิธีการดังกล่าวพุทธศาสนาเรียกว่าไตรสิกขา หรือการฝึกฝนพัฒนาตนอย่างเป็นระบบครบถ้วนทั้งสามด้าน คือด้านพฤติกรรม (ศีล) ด้านอารมณ์(สมาธิ)  และด้านความเข้าใจ(ปัญญา)  ไตรสิกขามิใช่สิ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่ลุ่มหลงในวัตถุเท่านั้น หากยังจำเป็นสำหรับทุกคนที่ปรารถนาชีวิตที่ดีงาม ดังนั้นจึงควรทำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน</p>
<p>อย่างไรก็ตามในชีวิตประจำวันนั้น   คนทั่วไปมักทำได้ไม่ต่อเนื่องเพราะมีภารกิจรัดตัว  ดังนั้นจึงควรจัดหาเวลาเพื่อการฝึกฝนพัฒนาตน<br />
อย่างจริงจัง   ในประเพณีของพุทธศาสนา  ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการฝึกฝนพัฒนาตนก็คือ ช่วงเข้าพรรษา  ในช่วงสามเดือนดังกล่าวกุลบุตรจึงนิยมบวชพระเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม   ส่วนผู้ที่ยังครองเพศคฤหัสถ์อยู่    ก็เข้าวัดถือศีล บำเพ็ญภาวนา  ตลอดพรรษาเช่นกัน<br />
หรืออย่างน้อยก็ทุกวันพระ</p>
<p>ในอดีตการถือศีลช่วงเข้าพรรษา มักเป็นการถือศีลตามประเพณี เช่น ถือศีล 5 หรือศีล 8   ซึ่งล้วนเป็นไปเพื่อการการละอบายมุขหรือ<br />
ห่างไกลจากกามสุข (เช่น ถือพรหมจรรย์ ไม่กินอาหารหลังเที่ยง ไม่ดูหนังฟังเพลงหรือละเล่น)  แต่ทุกวันนี้มีอบายมุขอย่างใหม่เข้ามาพัวพันในชีวิตของเรามากขึ้น  จึงควรใช้ช่วงเวลาดังกล่าว  ในการลดละอบายมุขอย่างใหม่เหล่านี้ด้วย  เช่น  ลดการช็อปปิ้ง พักการเล่นเกมออนไลน์   ชมรายการบันเทิงทางโทรทัศน์ให้น้อยลง  หรือมีวันปลอดความบันเทิงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง  โดยอาจทำเป็นส่วนตัวหรือร่วมกันทำในครอบครัว  ใครที่อยากละเลิกนิสัยไม่ดีบางประการ เช่น ตื่นสาย ติดกาแฟ ชอบนินทา ขี้บ่น   ก็น่าจะทำในช่วงนี้ด้วย<br />
เช่นกัน</p>
<p>นอกจากการลดละอบายมุขและพฤติกรรมบางอย่างที่เป็นโทษแล้ว   ทุกวันควรมีเวลาเจริญสมาธิ  ทำจิตให้สงบผ่องใสอย่างน้อยวันละ<br />
5-10 นาที หรือสวดมนต์ทบทวนพุทธวัจนะทุกคืนก่อนนอน กิจกรรมเหล่านี้หากทำร่วมกันเป็นกลุ่ม  (หรือผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์<br />
ก็จะช่วยให้เกิดกำลังใจและความมุ่งมั่นที่จะทำต่อเนื่องทั้งพรรษา</p>
<p>ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นการบำเพ็ญประโยชน์ตน แต่จะดียิ่งขึ้นหากมีการบำเพ็ญประโยชน์ท่านให้มากขึ้นด้วย เช่นบริจาคเงินเพื่อสนับสนุน<br />
กิจกรรมที่มีประโยชน์  หรือเสนอตัวเป็นจิตอาสา    ช่วยเหลือส่วนรวมหรือเกื้อกูลผู้ตกทุกข์ได้ยาก   อันที่จริงกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ผู้อื่นมีความสุขเท่านั้น หากยังนำความสุขมาสู่ผู้กระทำด้วย  ก่อให้เกิดความปลื้มปีติและภาคภูมิใจ  หลายคนได้พบว่าชีวิตที่เคยว่างเปล่านั้นได้รับการเติมเต็ม รู้สึกว่าชีวิตมีคุณค่ามากขึ้น  ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะรู้สึกว่าชีวิตว่างเปล่า ผู้คนจึงพยายามไขว่คว้าความสุขทางวัตถุมาชดเชย หรือไม่ก็หนีปัญหาด้วยการไปหมกมุ่นกับอบายมุข รวมทั้งจมอยู่ในโลกเสมือนจากเกมออนไลน์   แต่เมื่อใดก็ตามที่จิตใจไม่รู้สึกว่างเปล่าอีกต่อไป  สิ่งยั่วยวนเหล่านั้นก็จะไร้ความหมาย</p>
<p>หากชาวพุทธร่วมกันทำเทศกาลเข้าพรรษา ให้มีความหมายต่อการฝึกฝนพัฒนาตน โดยประยุกต์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยแล้ว  ไม่เพียง<br />
ชีวิตจะบังเกิดความสงบเย็นและเป็นอิสระเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้สังคมไทยน่าอยู่กว่านี้มาก</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..พระไพศาล วิสาโล</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=462</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>จะปฏิรูปประเทศไทย ต้องปรับให้ลึกถึงอุปนิสัยคน</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=460</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=460#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 09:31:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>เชาวลิต บุณยภูษิต</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=460</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2553
องค์ประกอบรัฐกับส่วนที่ต้องพัฒนา
ดังที่เคยนำเสนอในบทความเรื่อง “ราษฎรไม่อ่อนแอ&#8230;ไทย (จึงจะ) เข้มแข็ง” (โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2552) ว่า Georg Jellinek นักคิดชาวเยอรมัน แบ่งองค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของรัฐออกเป็น 3 ประการ คือ 1. ราษฎร หมายถึง พลเมืองที่เป็นสมาชิกของรัฐ 2. อาณาเขต ได้แก่ พื้นที่ที่รัฐใช้อำนาจปกครองหรือมีอำนาจเหนือ 3. อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ (Jellinek จัดรัฐบาลรวมเข้าในอำนาจอธิปไตย เพราะรัฐบาลใช้อำนาจบริหาร อันเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย แต่นักคิดบางคนแยกรัฐบาลออกเป็นองค์ประกอบข้อที่ 4 ต่างหาก) เมื่อองค์ประกอบครบตามข้างต้นรัฐก็เกิดขึ้น
บรรดาองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อนั้น พลเมืองและดินแดนเป็นองค์ประกอบในทางข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบที่มีชีวิตจิตใจและเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบำรุงรักษาดินแดนและอำนาจรัฐให้คงอยู่ เจริญหรือเสื่อม ดังนั้นในบรรดาองค์ประกอบของรัฐทั้ง 3 ประการนั้น องค์ประกอบที่ต้องพัฒนาคือราษฎร

แม้จะมีคำกล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่พระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์ต้องฝึกฝนพัฒนาจึงจะประเสริฐ หาได้ประเสริฐอย่างเลื่อนลอยเพียงเพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ หลักการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา คือหลักไตรสิกขา เป็นหลักการพัฒนามนุษย์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้าน คือพัฒนาครบทั้งพฤติกรรม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 18 กรกฎาคม 2553</strong></em></span></p>
<p><strong>องค์ประกอบรัฐกับส่วนที่ต้องพัฒนา</strong><br />
ดังที่เคยนำเสนอในบทความเรื่อง “ราษฎรไม่อ่อนแอ&#8230;ไทย (จึงจะ) เข้มแข็ง” (โพสต์ทูเดย์ 22 พฤศจิกายน 2552) ว่า Georg Jellinek นักคิดชาวเยอรมัน แบ่งองค์ประกอบอันเป็นสาระสำคัญของรัฐออกเป็น 3 ประการ คือ 1. ราษฎร หมายถึง พลเมืองที่เป็นสมาชิกของรัฐ 2. อาณาเขต ได้แก่ พื้นที่ที่รัฐใช้อำนาจปกครองหรือมีอำนาจเหนือ 3. อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ (Jellinek จัดรัฐบาลรวมเข้าในอำนาจอธิปไตย เพราะรัฐบาลใช้อำนาจบริหาร อันเป็นหนึ่งในอำนาจอธิปไตย แต่นักคิดบางคนแยกรัฐบาลออกเป็นองค์ประกอบข้อที่ 4 ต่างหาก) เมื่อองค์ประกอบครบตามข้างต้นรัฐก็เกิดขึ้น</p>
<p>บรรดาองค์ประกอบทั้ง 3 ข้อนั้น พลเมืองและดินแดนเป็นองค์ประกอบในทางข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ เป็นองค์ประกอบที่มีชีวิตจิตใจและเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบำรุงรักษาดินแดนและอำนาจรัฐให้คงอยู่ เจริญหรือเสื่อม ดังนั้นในบรรดาองค์ประกอบของรัฐทั้ง 3 ประการนั้น องค์ประกอบที่ต้องพัฒนาคือราษฎร<br />
<span id="more-460"></span><br />
แม้จะมีคำกล่าวว่ามนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐ แต่พระพุทธศาสนามองว่ามนุษย์ต้องฝึกฝนพัฒนาจึงจะประเสริฐ หาได้ประเสริฐอย่างเลื่อนลอยเพียงเพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ไม่ หลักการฝึกฝนพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา คือหลักไตรสิกขา เป็นหลักการพัฒนามนุษย์ให้ครบถ้วนสมบูรณ์รอบด้าน คือพัฒนาครบทั้งพฤติกรรม จิตใจ และปัญญา</p>
<p>การพัฒนาปัญญาของพลเมืองผู้เป็นสมาชิกของรัฐเป็นการพัฒนาคุณภาพมนุษย์ และการพัฒนามนุษย์ที่สำคัญที่สุดคือการพัฒนาปัญญา สอดรับกับพุทธพจน์ในกัลยาณมิตตาทิวรรค และปมาทาทิวรรค (พระไตรปิฎก เล่ม 20) ที่ทรงยืนยันไว้ว่า “ความเจริญด้วยญาติ…โภคทรัพย์…ยศเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ความเจริญด้วยปัญญายอดเยี่ยมกว่าความเจริญทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้ว่า ‘เราทั้งหลายจักเจริญด้วยความเจริญทางปัญญา’ เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกอย่างนี้แล”</p>
<p>โยงมาที่พุทธพจน์ที่ตรัสไว้ในวาเสฏฐสูตร (พระไตรปิฎกเล่ม 13) ว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม  หมู่สัตว์เป็นไปตามกรรม” (กัมมุนา วัตตะติ โลโก  กัมมุนา วัตตะติ ปะชา)  ก่อนจะตรัสคาถานี้ พระองค์ทรงอธิบายว่าคนที่อาศัยโครักขกรรม (กสิกรรมและเลี้ยงสัตว์) เลี้ยงชีพ เรียกว่าชาวนา  คนที่เลี้ยงชีพด้วยศิลปะ เรียกว่าช่างศิลป์  ผู้ที่อาศัยการค้าขายเลี้ยงชีพ เรียกว่าพ่อค้า  ผู้ที่เลี้ยงชีพด้วยการรับใช้คนอื่น เรียกว่าคนรับใช้  ผู้ที่อาศัยทรัพย์ที่ลักขโมยมาเลี้ยงชีพ เรียกว่าโจร  ผู้ที่อาศัยลูกศรและศัสตราเลี้ยงชีพ เรียกว่าทหารอาชีพ  ผู้ที่เลี้ยงชีพด้วยการเป็นปุโรหิต เรียกว่าผู้ประกอบพิธีกรรม  ผู้ที่ปกครองท้องถิ่นและแว่นแคว้น เรียกว่าพระราชา  บุคคลเป็นชาวนา ช่างศิลป์ พ่อค้า คนรับใช้ โจร ทหารอาชีพ ปุโรหิต พระราชา ก็เพราะกรรม (คืออาชีพการงาน)  กล่าวโดยสรุปคือ สัตว์แตกต่างกันโดยกำเนิด เช่น สัตว์สี่เท้า สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ขนาดเล็ก สัตว์ขนาดใหญ่ สัตว์ปีก สัตว์น้ำ เป็นต้น แต่มนุษย์มิได้แตกต่างกันโดยกำเนิด แต่บัญญัติเรียกชื่อต่างกันตามหน้าที่การงานหรือการกระทำ  พระอรรถกถาจารย์อธิบายเพิ่มเติมว่า สังคมโลก หรือหมู่สัตว์ย่อมเป็นไปตามอาชีพการงาน คือเจตนาตัวบังเกิดการงาน มีกสิกรรม เป็นต้น อันเป็นปัจจุบันและอดีต</p>
<p><strong>กระแสเร่งปฏิรูปประเทศไทยครั้งล่าสุด</strong><br />
ย่อลงมาที่ประเทศไทย การกระทำและพฤติกรรมของคนไทยย่อมทำให้สังคมไทยเป็นไปในทิศทางแนวทางที่กระทำ และย่อมเป็นไปเพราะการกระทำในปัจจุบันที่กำลังดำเนินการอยู่และการกระทำที่สั่งสมมาในอดีต ดังนั้นประเทศไทยจะก้าวหน้า ถอยหลัง รุ่งโรจน์ หรือล่มสลาย และจะเป็นไปฉันใด หรือจะเดินไปในทิศทางใด ก็เนื่องมาจากการกระทำของคนไทยเอง  ดังนั้นถ้าจะให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าและสง่างามในสังคมโลกต้องไม่ลืมพัฒนาคน เพราะคนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาชาติ  พลเมืองไทยและผู้นำทุกองค์กร ทุกระดับ ทุกองคาพยพของประเทศไทยทั้งวันนี้ตลอดถึงวันหน้าพึงตระหนักข้อนี้ให้ดี</p>
<p>หลังจากประเทศไทยของเราติดอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้งมา 4-5 ปี ปัจจุบันสังคมเราเห็นตรงกันและเรียกร้องให้ปฏิรูปส่วนต่างๆ เช่น ปฏิรูประบบสวัสดิการ ระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบยุติธรรม โครงสร้างทางเศรษฐกิจ โครงสร้างทางสังคม การจัดสรรทรัพยากร การศึกษา รัฐธรรมนูญ ฯลฯ อันเป็นองคาพยพของสังคมไทย เพื่อจะขับดันประเทศไทยให้เดินไปข้างหน้าด้วยความสง่างาม ซึ่งรัฐบาลก็พยายามผลักดันให้มีคณะกรรมการชุดต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม ซึ่งในเบื้องต้นก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่สังคมเราเห็นตรงกันว่าสังคมไทยจำต้องปฏิรูป เพื่อแก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่งที่หมักหมมจนก่อให้เกิดปัญหาขึ้นมาให้เห็นชัดในห้วงเวลาที่ผ่านมา</p>
<p>อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปที่ฝ่ายต่างๆ เสนอให้ปฏิรูปนั้นล้วนแล้วแต่เป็นโครงสร้างด้านกายภาพของสังคมไทย สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่อาจจะตกสำรวจจากการผลักดันการปฏิรูปใหญ่ประเทศไทยในครั้งนี้ซึ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง คืออุปนิสัยของคนไทย  ที่ต้องพัฒนาฝึกฝนอุปนิสัยด้านกุศล ด้านที่จะทำให้เขามีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคมไปสู่เป้าหมาย<br />
<strong>อุปนิสัยหลักๆ ที่จักต้องปรับแก้</strong><br />
อุปนิสัยเบื้องลึกประการหลักๆ ของพลเมือง อันเป็นต้นธารแห่งพฤติกรรมความขัดแย้งที่แสดงออกมาในรูปแบบต่างๆ ที่ประมวลมาจากธรรมนิพนธ์เรื่องต่างๆ ของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ที่จำต้องปฏิรูปเคียงคู่ไปกับโครงสร้างทางกายภาพของรัฐ ได้แก่</p>
<p>1.	ความเห็นแก่เสพ แต่ไม่คิดสร้าง ความปรารถนาที่จะบำรุงบำเรอปรนเปรอตน ความอยากได้อยากเอา เพื่อบำรุงบำเรอผลประโยชน์ ความมุ่งแต่จะเสพหรือรอการดลบันดาล  ตื่นกระแสต่างๆ ได้ง่าย เจือจางความหนักแน่นและขาดการใช้ปัญญาพิจารณา อุปนิสัยข้อนี้น่าจะเป็นที่มาของการหวังพึ่งลาภลอย นอนคอยโชค หวังพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ รอคนอื่นทำให้ โดยไม่ลงมือทำให้สำเร็จด้วยความเพียรพยายามของตน รอคอยความช่วยเหลือจากนักการเมืองแต่ไม่ลงมือทำเองก่อน และเมื่อมองลึกลงไปน่าจะเป็นที่มาทางอ้อมของความเฟื่องฟูของเครื่องรางของขลังต่างๆ ในสังคมไทย ที่ใช้เป็นอุปกรณ์ในการอ้อนวอนขอ และการหวังพึ่งพิงความช่วยเหลือจากผู้อื่น  ต้องปรับแก้ให้คนหวังผลจากการกระทำ และลงมือทำด้วยความพยายาม ไม่หวังผลจากการอ้อนวอนผู้อื่น กระตุ้นความใฝ่เรียนรู้ ใฝ่ทำ ใฝ่สร้างสรรค์ เลิกคิดแต่จะได้จะเอามากกว่าจะให้ รวมถึงร่วมแสดงความคิดเห็นและใช้เสรีภาพในการร่วมสร้างสรรค์ ไม่ใช่เสรีภาพในการทำลาย</p>
<p>ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนของอุปนิสัยประการนี้คือ ในแวดวงกีฬาฟุตบอล ก่อนหน้านี้เรารอเสพความสำเร็จของลีกฟุตบอลต่างชาติโดยเฉพาะฟุตบอลอังกฤษ ที่เขาใช้เวลาสร้างมาเป็นร้อยๆ ปี และทำมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ผ่านการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ (และตามมาด้วยวงจรการพนันตามอุปนิสัยของคนไทย) มีคนไทยไม่น้อยประกาศตนเป็นสาวกของทีมดังๆ บนเกาะอังกฤษกัน แต่เราไม่ได้คิดสร้างลีกฟุตบอลไทยขึ้นมาเอง แต่ระยะหลังมานี้ เริ่มเห็นความพยายามที่จะสร้างทีมฟุตบอลขึ้นเอง แม้จะอยู่ในระยะเริ่มต้นแต่ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีของความก้าวหน้าของฟุตบอลไทย</p>
<p>2.	ความถือตัว ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ ถือสูงถือต่ำ ยิ่งใหญ่เท่าเทียมหรือด้อยกว่าผู้อื่น ความอยากเด่นอยากยกชูตนให้ยิ่งใหญ่ อันให้คำนึงที่จะแบ่งแยกเราเขา จะเทียบ จะแข่ง จะรู้สึกกระทบกระทั่ง  น่าจะเป็นอุปนิสัยนี้เองที่แสดงออกมาเป็นความรุนแรง จ้องทำลายล้างผู้อื่น สิ่งอื่นที่รู้สึกว่ากดทับตัวตนอยู่</p>
<p>3.	ความคิดเห็น ความเชื่อถือ ลัทธิ ทฤษฎี อุดมการณ์ต่างๆ ที่ยึดถือไว้โดยงมงายหรือโดยอาการเชิดชูว่าอย่างนี้เท่านั้นจริง อย่างอื่นเท็จทั้งนั้น เป็นต้น ทำให้ปิดตัวแคบ ไม่ยอมรับฟังใคร ไม่ค้นคว้าหาข้อมูล ตัดโอกาสที่จะเจริญปัญญา หรือคิดเตลิดไปข้างเดียว ตลอดจนเป็นเหตุแห่งการเบียดเบียนบีบคั้นผู้อื่นที่ไม่ถืออย่างตน และเกิดความยึดติดในทฤษฎี ถือว่าความคิดเห็นของตนเท่านั้นเป็นความจริง</p>
<p>ถ้าสังคมเราปฏิรูปทั้งโครงสร้างทางกายภาพและปรับแก้ได้ถึงรากถึงโคนของอุปนิสัยอันเป็นที่มาของพฤติกรรมต่างๆ ที่แสดงออกภายนอก ดังสิ่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างโดยสังเขป ประเทศไทยย่อมก้าวหน้ารุ่งเรืองและสง่างามในสังคมโลกอย่างไม่ต้องสงสัย  ทั้งนี้ หาได้คิดคะเนเองแบบเลื่อนลอย แต่อนุมานตามพุทธพจน์ที่ยกมาในตอนต้น ก็เลยสรุปได้ว่าสังคมไทยย่อมเป็นไปตามการกระทำ (กรรม) ของคนไทย</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..เชาวลิต บุณยภูษิต</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=460</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>อารมณ์.. เจ้าเอ๋ย</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=458</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=458#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 09:23:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชัยยศ ยโสธโร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=458</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2553
ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขัดล้างรถอย่างขะมักเขม้น ลูกชายวัย 4 ขวบ ก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมา
แล้วบรรจงขูดขีดไปบนด้านข้างของตัวรถ พักใหญ่ต่อมา&#8230; เมื่อพ่อได้ยินเสียงครูดของหินก็เกิดความฉุนเฉียว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ   เขากระชากมือลูกมาตีลงบนมือน้อย ๆ นับครั้งไม่ถ้วน  โดยไม่ทันนึกว่าตนได้ถืออะไรอยู่ในมือ   ณ โรงพยาบาล.. นิ้วลูกชายถูกตัดออก เพราะกระดูกแตก จนหมอไม่สามารถเชื่อมต่อได้  ขณะที่พ่อเข้ามาดูลูกในห้อง ลูกมองพ่อด้วยสายตาปวดร้าว แล้วถามพ่อว่า &#8220;เมื่อไร นิ้วหนูจึงจะยาวเหมือนเดิม? &#8221;
คำถามนั้น&#8230;เหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจผู้เป็นพ่อ เขารู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด และเสียใจใน การกระทำของตนอย่างไม่อาจให้อภัย  เขาจึงกลับไปที่รถ  เตะมันสุดแรงเกิดโดยไม่ยั้งจนเหนื่อยหอบ
แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างรถอย่างเศร้าใจ สายตาพลันเหลือบไปเห็นรอยขูดขีด  เขาเบิกตากว้าง ! จ้องมอง คำว่า &#8220;รักพ่อ&#8221; น้ำใส ๆ เริ่มเอ่อ  แล้วไหลอาบแก้ม เขาเอามือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับใจจะขาด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 11 กรกฎาคม 2553</strong></em></span></p>
<p>ขณะที่ชายคนหนึ่งกำลังขัดล้างรถอย่างขะมักเขม้น ลูกชายวัย 4 ขวบ ก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมา<br />
แล้วบรรจงขูดขีดไปบนด้านข้างของตัวรถ พักใหญ่ต่อมา&#8230; เมื่อพ่อได้ยินเสียงครูดของหินก็เกิดความฉุนเฉียว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ   เขากระชากมือลูกมาตีลงบนมือน้อย ๆ นับครั้งไม่ถ้วน  โดยไม่ทันนึกว่าตนได้ถืออะไรอยู่ในมือ   ณ โรงพยาบาล.. นิ้วลูกชายถูกตัดออก เพราะกระดูกแตก จนหมอไม่สามารถเชื่อมต่อได้  ขณะที่พ่อเข้ามาดูลูกในห้อง ลูกมองพ่อด้วยสายตาปวดร้าว แล้วถามพ่อว่า &#8220;เมื่อไร นิ้วหนูจึงจะยาวเหมือนเดิม? &#8221;</p>
<p>คำถามนั้น&#8230;เหมือนคมมีดกรีดลึกลงไปในหัวใจผู้เป็นพ่อ เขารู้สึกละอายใจ รู้สึกผิด และเสียใจใน การกระทำของตนอย่างไม่อาจให้อภัย  เขาจึงกลับไปที่รถ  เตะมันสุดแรงเกิดโดยไม่ยั้งจนเหนื่อยหอบ<br />
แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างรถอย่างเศร้าใจ สายตาพลันเหลือบไปเห็นรอยขูดขีด  เขาเบิกตากว้าง ! จ้องมอง คำว่า &#8220;รักพ่อ&#8221; น้ำใส ๆ เริ่มเอ่อ  แล้วไหลอาบแก้ม เขาเอามือปิดหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับใจจะขาด   รุ่งขึ้น&#8230; ชายคนนั้นได้ฆ่าตัวตาย<br />
<span id="more-458"></span><br />
ข้างต้น เป็นเนื้อหาจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ เนื้อความไม่ได้อ้างอิงว่าเรื่องจริงหรือเรื่องแต่ง แต่ยุคสมัยที่ความรุนแรง ความเร็ว และความเป็นบริโภคนิยม  เรื่องราวข้างต้นก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้  รถยนต์เป็นภาพลักษณ์ที่สื่อสารความเป็นตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ  การมีรถยนต์ในครอบครอง มิได้มีความ หมายเพียงแค่การมียานพาหนะขับขี่ แต่คือการสะท้อนฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ และรสนิยมของผู้เป็นเจ้าของ  และสิ่งสำคัญรถยนต์กลายเป็นสิ่งสะท้อนความมีตัวตน ตัวตนที่ต้องการความใส่ใจ และการยอมรับจากคนรอบข้าง จากผู้คนในสังคม</p>
<p>เราทุกคนต่างปรารถนาสายสัมพันธ์กับผู้อื่น การเชื่อมโยงและความผูกพัน  อารมณ์ความรู้สึกคือ สิ่งที่ทำหน้าที่ในการเชื่อมโยงกับผู้อื่น  เราไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวลำพังได้ และด้วยอารมณ์ความ รู้สึกนี้เองที่ทำหน้าที่สร้างสีสันให้กับชีวิต  สีสันของความทุกข์ โศกเศร้าระคนน้ำตา พร้อมด้วยสีสันของความสุข เริงร่าสดใส ชีวิตดูเป็นเรื่องราวน่าตื่นตา น่าสนใจ และน่าติดตาม น่าค้นหายามเมื่อมีอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาประสานในชีวิต แต่สีสันของอารมณ์ความรู้สึกทำงานอย่างไร เพราะจากเรื่องราวข้างต้น ข้อสรุปที่พึงได้คือ ชายคนนี้ดูเป็นทาสของอารมณ์ความรู้สึกที่มาบงการชีวิตของตนให้กระทำในสิ่งที่อารมณ์ขับเคลื่อน  และเมื่อเราตกเป็นทาสของอารมณ์ สิ่งที่เรามักพบในชีวิตคนทั่วไป คือ ภาวการณ์ขาดความยับยั้งชั่งใจ ขาดการยั้งคิด และหลายเรื่องผลลัพท์ก็คือ การกระทำที่เกินกว่าเหตุ</p>
<p>อารมณ์ความรู้สึกเป็นพลังงานปฏิกิริยาที่ก่อเกิด ยามเมื่อเราประสบเหตุการณ์หรือเรื่องราวหนึ่งๆ ในเหตุการณ์เดียวกันแต่ภายใต้บริบทที่ต่างกันก็อาจทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกันได้ ดังเช่น “เธอทำแบบนี้  แย่มาก” หากเป็นคำพูดของหัวหน้างาน เราอาจมีชุดปฏิกิริยาแบบหนึ่ง  แต่หากคำพูดนี้มาจากคนที่เรารัก ปฏิกิริยาตอบโตอาจแตกต่างชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ ยามเมื่ออารมณ์ก่อเกิด ปฏิกิริยาร่างกายมักเกิดขึ้นด้วย เช่น อารมณื กลัว โกรธ  เราพบว่า การหายใจของเราสั้น ถี่ ความดันเลือดพุ่งสูง ร่างกายเกร็ง ตื่นตัว  หรือเมื่อยามที่เรามีความสุข ปฎิกิริยาร่างกายคือ ผ่อนคลาย ร่างกายเบา อัตราการเต้นของหัวใจปกติ ฯลฯ     แท้จริงอารมณ์ความรู้สึกคือ ปฏิกิริยาที่ร่างกายมีต่อชุดความคิดหนึ่งๆ ที่เกิดขึ้น  ยามเมื่อประสบเหตุการณ์ใดๆ ก็ตามที่มากระตุ้นชุดความคิดหนึ่งๆ ให้ออกมาทำงาน</p>
<p>ดังเช่น “ฉันเป็นคนไม่สำคัญ”  ชุดความคิดนี้ก่อปฏิกิริยาความรู้สึก คือ ความรู้สึกหดหู่ เศร้า ขณะที่พฤติกรรมที่เกิดขึ้นด้วย คือ การถอยห่าง ไม่กล้าแสดงออก  หรือชุดความคิดในทำนอง “ฉันเป็นที่รักของคนรอบตัว”   ปฏิกิริยาความรู้สึก คือ  การเชื่อมั่นในตนเอง สดใส ร่าเริง ขณะที่พฤติกรรมที่สะท้อน คือ การยึดถือความต้องการของตนเองเป็นศูนย์กลาง  อิทธิพลของความคิดนี้เองที่ก่อเกิดปฏิกิริยาอารมณ์ความรู้สึกซึ่งเป็นแหล่งพลังขับเคลื่อนชีวิตให้โลดแล่น  และขับเคลื่อน  หากเราสังเกตตนเองให้ดี ยามเมื่ออารมณ์ก่อเกิด  เราสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ผุดขึ้นกลางหน้าอก เป็นพลังที่อัดแน่นและส่งแรงกระตุ้นให้เราตอบโต้ โดยคาดหวังว่า เมื่อเราตอบโต้ออกไป  พลังที่อัดแน่นนี้จะถูกระบายออก หรือคลี่คลายไป  พลังจากอารมณ์ความรู้สึกจึงเป็นสีสันและแรงขับเคลื่อนที่ช่วยสร้างสรรค์ผลงาน สร้างสรรค์และกระทำการสิ่งต่างๆ ให้เกิดขึ้นโดยอาศัยแรงความคิดและเรี่ยวแรงจากร่างกายประสานกันทำงาน ภายใต้ชุดความคิดที่กำกับ และมีอารมณ์เป็นสีสันขับเคลื่อนตามอารมณ์นั้น</p>
<p>อีกเรื่องราวหนึ่งจากฟอร์เวิร์ดเมลล์ที่สะท้อนปฏิสัมพันธ์ของอารมณ์ความรู้และความคิด ก็คือ เด็กชายตาบอดนั่งหน้าเศร้าสร้อยอยู่ที่ข้างฟุตบาต ข้างกายของเขามีป้ายข้อความ เขียนด้วยลายมือโยกโย้  “ ผมตาบอด ช่วยผมด้วย”  แต่ดูเหมือนว่า ผู้คนจำนวนมากที่เดินผ่านจะมีธุระวุ่นวายเกินกว่าจะสละเศษเหรียญ และใส่ใจเด็กน้อย กระนั้นก็มีชายชราที่หยิบยื่นเศษเหรียญใส่ลงในกระป๋องของเด็กน้อย  ชายชรายังก้มลง พลิกอีกหน้าของป้ายข้อความและขีดเขียนอะไรบางอย่าง จากนั้นก็วางลงชูป้ายข้อความใหม่  เพียงไม่นานผู้คนที่เดินผ่าน  จำนวนไม่น้อยต่างหยุดพักและหยิบยื่นเศษเหรียญให้เด็กน้อย  สร้างความสงสัยและแปลกใจให้เด็กน้อยมาก  ข้อความที่ถูกแก้ไขคืออะไร</p>
<p>ไม่นาน ชายชราคนนั้นเดินผ่านเพื่อดูสิ่งที่เกิดขึ้น เด็กน้อยตาบอดจำเสียงฝีเท้าจึงได้ทักถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่าข้อความที่ถูกเขียนใหม่คืออะไร  ชายชราบอกเล่าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า ลุงเขียนในสิ่งที่เจ้าบอกนั่นแหละ เพียงแต่ลุงเขียนอีกแบบ ลุงเขียนว่า “วันนี้ ท้องฟ้าแจ่มใสมากนะครับ  เสียดาย ผมมองไม่เห็น”  ป้ายนี้ทำให้ผู้คนหลายคนตระหนักรู้ถึงคุณค่าของสิ่งที่พวกเขามี และพวกเขาก็เลยอยากขอบคุณหนูที่ช่วยเตือนให้พวกเขารู้คุณค่าเรื่องเล็กๆ เช่นนี้ที่หลายคนอาจมองข้ามไป</p>
<p>ในเรื่องราวเดียวกัน น่าสนใจว่ามุมมองที่ต่างกันกลับก่อเกิดผลลัพท์ที่ต่างกัน ข้อความแรกของเด็กน้อย ผู้คนที่รับรู้อาจรู้สึกสงสาร เห็นใจ หรืออาจรู้สึกเพิกเฉย ละเลย  ขณะที่ข้อความประการหลังกลับสร้างสำนึกของความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของการมองเห็นโลกที่สดใส  แน่นอนว่าจากมุมมองที่ต่างกัน สร้างปฏิกิริยาอารมณ์ความรู้สึกที่ต่างกัน</p>
<p>โยมนิโสมนสิการ  การมีมุมมองความคิดที่แยบคาย ฟังดูอาจไม่ทันสมัยเหมือนการมีความคิดเชิงบวก ศัพท์ยอดนิยมที่ใช้ในแวดวงสังคม แต่สิ่งนี้ยังหมายถึงการยอมรับความจริงโดยไม่บิดเบือน และสิ่งสำคัญคือ การมุ่งเพื่อการสร้างกุศลจิตและตระหนักรู้ในธรรมะ เพื่อจิตใจไม่ตกเป็นทาสอารมณ์ ทาสของความคิด ทาสของกิเลส จนชีวิตขาดอิสรภาพที่แท้จริง มาฝึกโยมนิโสมนสิการกันเถอะ</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ชัยยศ    ยโสธโร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=458</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ในความเรียบง่าย</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=456</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=456#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Aug 2010 09:19:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>วิชิต เปานิล</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=456</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2553
“ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”
เป็นวลีที่หลายคนใช้ตอบ เมื่อถูกถามว่ามีหลักในการดำเนินชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นเราก็มักได้ยินเสียงซุบซิบถึงความเรียบง่ายของเขาคนนั้นในทำนองที่ว่า อย่างนี้หรือที่เรียกว่าเรียบง่าย
ความเรียบง่ายของคนหนึ่ง อาจมองได้ว่าเป็นความหรูหราฟุ่มเฟือยในสายตาของอีกคนหนึ่ง แต่ในขณะที่ความเรียบง่ายของอีกคนหนึ่งกลับถูกมองว่าเคร่งครัด หรือ ‘ตึง’ จนเกินไปในสายตาของอีกคนหนึ่ง
หากจะยกตัวอย่างการซื้อรถมาขับสักคันหนึ่งว่าเป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายหรือเปล่า คงพอจะเห็นได้ว่าเป็นประเด็นที่ถกเถียงหาคำตอบได้มากมาย

ฝ่ายที่ว่าการมีรถไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยก็ยกถึงความจำเป็นในชีวิต จำเป็นต่อครอบครัวที่ต้องไปรับส่งสมาชิกตัวน้อย ต่อความปลอดภัยที่อาจต้องกลับดึกๆ ดื่นๆ
อาจต้องแยกแยะต่อไปอีกว่า ถ้ามีรถเพียงคันเดียวก็ยังถือว่าเรียบง่าย แต่ถ้ามากว่านั้นต้องถือว่าเป็นความฟุ่มเฟือย บ้างก็ว่าถ้าเป็นรถญี่ปุ่นก็ถือว่าเรียบง่าย แต่ถ้าเป็นรถยุโรปละก็ต้องถือว่าฟุ่มเฟือย ว่าแล้วก็หาข้อโต้แย้งกันต่อไปได้ไม่สิ้นสุด
ความเรียบง่ายของชีวิต ดูเหมือนว่าจะเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวาย ไม่ได้เรียบง่ายสมชื่อเสียแล้ว
มองในอีกแง่หนึ่ง ปัญหาเรื่องความชัดเจนของความเรียบง่ายนี้ อาจจะเป็นปัญหาร่วมของคนยุคนี้เท่านั้น ที่เราเคยชินและต้องการความชัดเจนตายตัวไปเสียทุกเรื่อง
ทุกวันนี้เราถูกยัดเยียดแนวคิดเรื่องความชัดเจนกันจนทำให้รู้สึกทนไม่ได้กับความจริงที่หลากหลาย หรือเรื่องอะไรที่ดูคลุมเครือ ทุกอย่างดูเหมือนจะต้องมีมาตรฐาน มีกฎ มีเกณฑ์ที่ชัดเจนในการวัด ตัดสิน หรือต้องมีคำตอบสำเร็จรูปที่พร้อมสำหรับการปฏิบัติ
ความชัดเจนแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ทำลายคุณค่าของความหลากหลาย ทำลายสุนทรียภาพของความพร่ามัว และยังทำให้ละเลยมิติทางอารมณ์หรือจิตใจที่ยากจะวัดออกมาให้เห็นชัดๆ ไปด้วย
พุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับความชัดเจนอยู่ไม่น้อย แต่เป็นความชัดเจนในเจตนาของผู้กระทำ ไม่ได้เน้นความชัดเจนทางกายภาพที่แสดงออกมาทางการกระทำแต่เพียงอย่างเดียว
ในพระไตรปิฎกมีเรื่องที่กล่าวถึงพระภิกษุที่ออกไปอาศัยอยู่ในป่าเหมือนๆ กัน แต่พระพุทธองค์ทรงจำแนกภิกษุเหล่านี้ออกได้ถึง ๕ ประเภท คือ พวกที่เป็นผู้โง่เขลางมงายก็มี เป็นผู้ที่มีความปรารถนาลามกก็มี เป็นพวกที่ไปอยู่เพราะจิตฟุ้งซ่านก็มี เป็นเพราะเห็นว่าพระพุทธะทั้งหลายสรรเสริญก็มี หรือเป็นเพราะความมักน้อย ความสันโดษ ใฝ่สงัดก็มี ซึ่งพระองค์สรรเสริญเฉพาะภิกษุที่มีเจตนาอยู่ป่าในประเภทหลังนี้เท่านั้น
เช่นเดียวกับการใช้ทรัพย์สินเงินทองหรือการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายสำหรับพุทธศาสนิกชน ท่านไม่ได้มีเกณฑ์ที่ตายตัวว่าจะต้องใช้จ่ายอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีชีวิตที่เรียบง่าย แต่จะมีหลักในการหาและใช้จ่ายทรัพย์ไว้ให้พิจารณา
โดยต้องตั้งต้นที่การแสวงหาทรัพย์สินมาอย่างชอบธรรมก่อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 4 กรกฎาคม 2553</strong></em></span></p>
<p>“ก็ใช้ชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน”<br />
เป็นวลีที่หลายคนใช้ตอบ เมื่อถูกถามว่ามีหลักในการดำเนินชีวิตอย่างไร หลังจากนั้นเราก็มักได้ยินเสียงซุบซิบถึงความเรียบง่ายของเขาคนนั้นในทำนองที่ว่า อย่างนี้หรือที่เรียกว่าเรียบง่าย<br />
ความเรียบง่ายของคนหนึ่ง อาจมองได้ว่าเป็นความหรูหราฟุ่มเฟือยในสายตาของอีกคนหนึ่ง แต่ในขณะที่ความเรียบง่ายของอีกคนหนึ่งกลับถูกมองว่าเคร่งครัด หรือ ‘ตึง’ จนเกินไปในสายตาของอีกคนหนึ่ง<br />
หากจะยกตัวอย่างการซื้อรถมาขับสักคันหนึ่งว่าเป็นการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายหรือเปล่า คงพอจะเห็นได้ว่าเป็นประเด็นที่ถกเถียงหาคำตอบได้มากมาย<br />
<span id="more-456"></span></p>
<p>ฝ่ายที่ว่าการมีรถไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือยก็ยกถึงความจำเป็นในชีวิต จำเป็นต่อครอบครัวที่ต้องไปรับส่งสมาชิกตัวน้อย ต่อความปลอดภัยที่อาจต้องกลับดึกๆ ดื่นๆ</p>
<p>อาจต้องแยกแยะต่อไปอีกว่า ถ้ามีรถเพียงคันเดียวก็ยังถือว่าเรียบง่าย แต่ถ้ามากว่านั้นต้องถือว่าเป็นความฟุ่มเฟือย บ้างก็ว่าถ้าเป็นรถญี่ปุ่นก็ถือว่าเรียบง่าย แต่ถ้าเป็นรถยุโรปละก็ต้องถือว่าฟุ่มเฟือย ว่าแล้วก็หาข้อโต้แย้งกันต่อไปได้ไม่สิ้นสุด</p>
<p>ความเรียบง่ายของชีวิต ดูเหมือนว่าจะเรื่องที่ยุ่งยากวุ่นวาย ไม่ได้เรียบง่ายสมชื่อเสียแล้ว<br />
มองในอีกแง่หนึ่ง ปัญหาเรื่องความชัดเจนของความเรียบง่ายนี้ อาจจะเป็นปัญหาร่วมของคนยุคนี้เท่านั้น ที่เราเคยชินและต้องการความชัดเจนตายตัวไปเสียทุกเรื่อง</p>
<p>ทุกวันนี้เราถูกยัดเยียดแนวคิดเรื่องความชัดเจนกันจนทำให้รู้สึกทนไม่ได้กับความจริงที่หลากหลาย หรือเรื่องอะไรที่ดูคลุมเครือ ทุกอย่างดูเหมือนจะต้องมีมาตรฐาน มีกฎ มีเกณฑ์ที่ชัดเจนในการวัด ตัดสิน หรือต้องมีคำตอบสำเร็จรูปที่พร้อมสำหรับการปฏิบัติ</p>
<p>ความชัดเจนแม้จะมีประโยชน์มาก แต่ก็ทำลายคุณค่าของความหลากหลาย ทำลายสุนทรียภาพของความพร่ามัว และยังทำให้ละเลยมิติทางอารมณ์หรือจิตใจที่ยากจะวัดออกมาให้เห็นชัดๆ ไปด้วย</p>
<p>พุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญกับความชัดเจนอยู่ไม่น้อย แต่เป็นความชัดเจนในเจตนาของผู้กระทำ ไม่ได้เน้นความชัดเจนทางกายภาพที่แสดงออกมาทางการกระทำแต่เพียงอย่างเดียว</p>
<p>ในพระไตรปิฎกมีเรื่องที่กล่าวถึงพระภิกษุที่ออกไปอาศัยอยู่ในป่าเหมือนๆ กัน แต่พระพุทธองค์ทรงจำแนกภิกษุเหล่านี้ออกได้ถึง ๕ ประเภท คือ พวกที่เป็นผู้โง่เขลางมงายก็มี เป็นผู้ที่มีความปรารถนาลามกก็มี เป็นพวกที่ไปอยู่เพราะจิตฟุ้งซ่านก็มี เป็นเพราะเห็นว่าพระพุทธะทั้งหลายสรรเสริญก็มี หรือเป็นเพราะความมักน้อย ความสันโดษ ใฝ่สงัดก็มี ซึ่งพระองค์สรรเสริญเฉพาะภิกษุที่มีเจตนาอยู่ป่าในประเภทหลังนี้เท่านั้น</p>
<p>เช่นเดียวกับการใช้ทรัพย์สินเงินทองหรือการดำเนินชีวิตที่เรียบง่ายสำหรับพุทธศาสนิกชน ท่านไม่ได้มีเกณฑ์ที่ตายตัวว่าจะต้องใช้จ่ายอย่างไรจึงจะเรียกว่าเป็นผู้มีชีวิตที่เรียบง่าย แต่จะมีหลักในการหาและใช้จ่ายทรัพย์ไว้ให้พิจารณา</p>
<p>โดยต้องตั้งต้นที่การแสวงหาทรัพย์สินมาอย่างชอบธรรมก่อน คือต้องไม่ได้มาด้วยการคดโกงเอาเปรียบใคร และเมื่อได้มาแล้วก็ต้องใช้เลี้ยงตน เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุข จากนั้นจึงให้รู้จักเผื่อแผ่แบ่งปัน และใช้ทรัพย์นั้นทำความดีต่อไป</p>
<p>หลักสำคัญในการครอบครองทรัพย์สินในทัศนะแบบพุทธก็คือ ต้องไม่ลุ่มหลงยึดติดอยู่ในทรัพย์ที่มี รู้จักกินและใช้ทรัพย์อย่างรู้เท่าทัน เห็นทั้งด้านดีและด้านเสียของมัน และต้องเรียนรู้ที่จะทำตนให้เป็นอิสระ เป็นนายเหนือทรัพย์สินเหล่านั้นให้ได้ จึงจะถือว่าใช้ชีวิตอย่างน่าชมเชย</p>
<p>นั่นคือต้องกลับเข้าไปสำรวจในจิตใจหรือดูที่เจตนาของตนเองว่า การซื้อรถของเรานั้นจริงๆ แล้วทำเพื่ออะไรกันแน่ เราตระหนักถึงข้อดีข้อเสียในการที่จะซื้ออย่างถี่ถ้วนแล้วหรือยัง เราใช้รถอย่างเป็นนายมัน หรือให้ทรัพย์สินเหล่านั้นมาเป็นเจ้านายเรา จนต้องทุ่มเททั้งชีวิต จิตใจ และวิญญาณ เพื่อให้ได้สิ่งนั้นมาครอบครองตอบสนองความอยาก เพิ่มความยึดมั่นในตัวตน และเกียรติยศศักดิ์ศรีของเรา</p>
<p>เมื่อมองอย่างพุทธ ความเรียบง่ายของการใช้ชีวิต จึงไม่ได้ตัดสินกันที่พฤติกรรมหรือทรัพย์สินสิ่งของที่ใช้เท่านั้น แต่ดูที่เจตนาในใจของผู้นั้นเป็นหลัก</p>
<p>วิถีชีวิตภายนอกที่ดูเรียบง่ายเหมือนๆ กัน เมื่อมองเข้าไปในจิตใจแล้วอาจพบความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงก็ได้ ขณะเดียวกันการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จริงๆ แล้วภายในใจเขาอาจเรียบง่ายไม่ต่างกันเลยก็เป็นได้ เพราะตัวตัดสินอยู่ที่ทัศนะในใจของคนผู้นั้นต่อทรัพย์สินและการใช้ทรัพย์สินนั้นเป็นสำคัญ</p>
<p>ความเรียบง่ายแบบนี้จึงเป็นความเรียบง่ายที่หลากหลาย เป็นความเรียบง่ายที่แตกต่าง และเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข เพราะแม้แต่ความคิดที่จะเอาตนเองไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น เพื่อตัดสินว่าชีวิตฉันเรียบง่ายกว่าเขาหรือเปล่า ก็ยังไม่มี</p>
<p>แล้วความเรียบง่ายของความเรียบง่าย ก็จะเกิดขึ้นได้ไม่ยาก</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..พระวิชิต  เปานิล</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=456</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>บทเรียนจากแอฟริกาใต้</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=454</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=454#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 07:05:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>พระไพศาล วิสาโล</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองอย่างพุทธ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=454</guid>
		<description><![CDATA[มติชน ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2553
ฟุตบอลโลกครั้งที่ 19 ทำให้แอฟริกาใต้กลับมาเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกอีกครั้งหนึ่ง   ตลอดทั้งเดือนคนหลายร้อยล้านจะจับจ้องมองเกมกีฬาเดียวกัน  ในขณะที่ชาวแอฟริกาใต้ร่วมกันเทใจให้กับทีมฟุตบอลของตัวท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
บรรยากาศดังกล่าวนับว่าแตกต่างอย่างมากจาก 15 ปีก่อนเมื่อแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดรักบี้โลก   ก่อนหน้านั้นแค่ 2 ปีแอฟริกาใต้เกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง  มีเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งอันเกิดจากการปะทะกันระหว่างคนขาวกับคนดำ และระหว่างคนดำต่างเผ่า  รัฐบาลซึ่งมาจากคนขาวอันเป็นชนกลุ่มน้อยคุมสถานการณ์แทบจะไม่ได้แล้วทั้ง ๆ ที่มีอำนาจเผด็จการอยู่ในมือ  ใช่แต่เท่านั้นเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ก็ย่ำแย่เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตรเนื่องจากมีนโยบายเหยียดผิวมาช้านาน

สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในปีถัดไป ซึ่งทำให้เนลสัน แมนเดลลาได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี  แม้จะได้คะแนนเสียงจากคนดำอย่างท่วมท้น  แต่เนลสัน แมนเดลลาถือว่าตนเป็นประธานาธิบดีของคนแอฟริกาใต้ทั้งประเทศ ไม่ว่าคนดำหรือคนขาว   ความปรองดองของคนในชาติถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เขาจึงเลือกอดีตประธานาธิบดีเดอเคลิร์กซึ่งเป็นคนขาว มาเป็นรองประธานาธิบดีในคณะรัฐบาลแห่งชาติ
อย่างไรก็ตามความเคียดแค้นชิงชังที่คนดำมีต่อคนขาวซึ่งเอาเปรียบเหยียดหยามพวกเขามาช้านาน ไม่ได้หายไปง่าย ๆ   คนดำรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับทุกอย่างที่เป็นของคนขาว รวมถึงทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้  แม้ได้ชื่อว่าเป็นทีมชาติ  แต่ทีมรักบี้แอฟริกาใต้เป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดผิวอย่างชัดเจนเพราะมีแต่ผู้เล่นซึ่งเป็นคนขาว   (ช่วงที่แอฟริกาใต้ถูกประชาคมนานาชาติคว่ำบาตรนั้น ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ไปเล่นในประเทศต่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>มติชน ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2553</strong></em></span></p>
<p>ฟุตบอลโลกครั้งที่ 19 ทำให้แอฟริกาใต้กลับมาเป็นจุดสนใจของคนทั้งโลกอีกครั้งหนึ่ง   ตลอดทั้งเดือนคนหลายร้อยล้านจะจับจ้องมองเกมกีฬาเดียวกัน  ในขณะที่ชาวแอฟริกาใต้ร่วมกันเทใจให้กับทีมฟุตบอลของตัวท่ามกลางบรรยากาศที่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p>
<p>บรรยากาศดังกล่าวนับว่าแตกต่างอย่างมากจาก 15 ปีก่อนเมื่อแอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพจัดรักบี้โลก   ก่อนหน้านั้นแค่ 2 ปีแอฟริกาใต้เกือบจะเกิดสงครามกลางเมือง  มีเหตุการณ์นองเลือดหลายครั้งอันเกิดจากการปะทะกันระหว่างคนขาวกับคนดำ และระหว่างคนดำต่างเผ่า  รัฐบาลซึ่งมาจากคนขาวอันเป็นชนกลุ่มน้อยคุมสถานการณ์แทบจะไม่ได้แล้วทั้ง ๆ ที่มีอำนาจเผด็จการอยู่ในมือ  ใช่แต่เท่านั้นเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้ก็ย่ำแย่เพราะเพิ่งฟื้นตัวจากการถูกนานาชาติคว่ำบาตรเนื่องจากมีนโยบายเหยียดผิวมาช้านาน<br />
<span id="more-454"></span><br />
สถานการณ์เริ่มดีขึ้นเมื่อทุกฝ่ายเห็นด้วยกับการเลือกตั้งที่จัดขึ้นในปีถัดไป ซึ่งทำให้เนลสัน แมนเดลลาได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี  แม้จะได้คะแนนเสียงจากคนดำอย่างท่วมท้น  แต่เนลสัน แมนเดลลาถือว่าตนเป็นประธานาธิบดีของคนแอฟริกาใต้ทั้งประเทศ ไม่ว่าคนดำหรือคนขาว   ความปรองดองของคนในชาติถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับหนึ่ง เขาจึงเลือกอดีตประธานาธิบดีเดอเคลิร์กซึ่งเป็นคนขาว มาเป็นรองประธานาธิบดีในคณะรัฐบาลแห่งชาติ</p>
<p>อย่างไรก็ตามความเคียดแค้นชิงชังที่คนดำมีต่อคนขาวซึ่งเอาเปรียบเหยียดหยามพวกเขามาช้านาน ไม่ได้หายไปง่าย ๆ   คนดำรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับทุกอย่างที่เป็นของคนขาว รวมถึงทีมรักบี้ของแอฟริกาใต้  แม้ได้ชื่อว่าเป็นทีมชาติ  แต่ทีมรักบี้แอฟริกาใต้เป็นสัญลักษณ์ของการเหยียดผิวอย่างชัดเจนเพราะมีแต่ผู้เล่นซึ่งเป็นคนขาว   (ช่วงที่แอฟริกาใต้ถูกประชาคมนานาชาติคว่ำบาตรนั้น ทีมรักบี้แอฟริกาใต้ก็ถูกปฏิเสธไม่ให้ไปเล่นในประเทศต่าง ๆ ด้วย)   ดังนั้นเมื่ออำนาจถูกโอนถ่ายจากคนขาวมาสู่คนดำหลังการเลือกตั้งปี 2537  จึงมีเสียงเรียกร้องให้ยุบทีมรักบี้ดังกล่าวรวมทั้งยกเลิกทุกอย่างที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมรักบี้นี้ ไม่ว่าโลโก้หรือสมญานาม “สปริงบ็อกส์”</p>
<p>แต่แมนเดลลารู้ดีว่าการทำเช่นนั้นเป็นการทำร้ายจิตใจของคนขาว  นั่นไม่ใช่หนทางแห่งการปรองดอง   เขาตระหนักดีว่าการปรองดองนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการมีไมตรีจิตให้อีกฝ่าย มิใช่การแก้แค้นแม้จะมีอำนาจเหนือกว่า  ดังนั้นเขาจึงทำสิ่งที่คนดำทั้งประเทศคาดไม่ถึง นั่นคือปกป้องทีมสปริงบ็อกส์และคงสัญลักษณ์ทุกอย่างที่เป็นของทีมนี้</p>
<p>แมนเดลลารู้ดีว่าการทำเพียงเท่านั้นยังไม่พอ  ตราบใดที่คนดำยังรู้สึกเป็นปฏิปักษ์กับทีมรักบี้ของชาติตัวเอง  สิ่งที่จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอนในการแข่งขันรักบี้โลกที่แอฟริกาใต้เป็นเจ้าภาพก็คือ ชาวแอฟริกาใต้ผิวดำพากันส่งเสียงเชียร์ทีมตรงข้ามกับทีมชาติของตัว  ดังนั้นแมนเดลลาจึงทำการรณรงค์ให้คนผิวดำหันมาเล่นรักบี้กันให้มากขึ้น (แทนที่จะเล่นแต่ฟุตบอลซึ่งเป็นกีฬาของคนดำ) มีการส่งนักรักบี้ทีมชาติเดินสายทั่วประเทศเพื่อฝึกเยาวชนผิวดำให้รู้จักเล่นรักบี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือการสร้างสัมพันธภาพระหว่างคนผิวดำกับนักกีฬาทีมชาติของตัว</p>
<p>เมื่อการแข่งขันรักบี้โลกเปิดสนามขึ้นที่กรุงโจแฮนเนสเบิร์ก  ฝันของแมนเดลลาก็ปรากฏเป็นจริง  คนแอฟริกาใต้ผิวดำต่างส่งเสียงเชียร์ทีมชาติของตนอย่างกึกก้อง ขณะที่คนขาวร้องเพลงชาติที่เป็นภาษาซูลู กล่าวกันว่านี้คือก้าวสำคัญสู่ความสมานฉันท์ในแอฟริกาใต้   ทั้งคนขาวและคนดำทิ้งความแตกต่างและความเจ็บปวดไว้เบื้องหลัง  ต่างหันมาเทใจให้กับสิ่งเดียวกัน   ผลก็คือทีมสปริงบ็อกส์ซึ่งเป็นทีมรองบ่อนไร้อันดับในการแข่งขันครั้งนั้น ได้พลิกคำทำนายของเซียนกีฬา สามารถฝ่าด่านจนเข้าชิงชนะเลิศกับทีมนิวซีแลนด์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวเต็งอันดับ 1   แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อแอฟริกาใต้สามารถเอาชนะนิวซีแลนด์ได้อย่างเฉียดฉิว  ครองแชมป์รักบี้โลกเป็นครั้งแรกท่ามกลางความปลื้มปีติของคนแอฟริกาใต้ทั้งประเทศ  ใช่แต่เท่านั้นแมนเดลลายังทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดฝัน นั่นคือสวมเสื้อทีมสปริงบ็อกส์มาเป็นประธานในพิธี  สำหรับผู้คนเป็นอันมาก นี้คือภาพที่ให้ความหวังว่าแอฟริกาใต้จะก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ</p>
<p>ในแอฟริกาใต้นั้น กีฬาคือเครื่องแบ่งแยก กล่าวคือคนขาวเล่นรักบี้ ส่วนคนดำเล่นฟุตบอล(มีคำพูดที่สะท้อนความรู้สึกดูแคลนระหว่างนักกีฬา 2 ประเภทว่า “รักบี้คือกีฬาอันธพาลที่เล่นโดยสุภาพบุรุษ ส่วนฟุตบอลคือกีฬาสุภาพบุรุษที่เล่นโดยอันธพาล”)  แต่อะไรที่แบ่งแยกผู้คนนั้น ก็สามารถเชื่อมผู้คนได้ เช่นเดียวกับกุญแจที่ลั่นดาลประตูก็สามารถเปิดประตูได้  แมนเดลลาตระหนักดีถึงความจริงข้อนี้  ผ่านประสบการณ์ของเขาเองระหว่างที่ถูกจองจำอยู่ในคุกนานถึง 27 ปี</p>
<p>แมนเดลลาเคยสนับสนุนการใช้ความรุนแรงเพื่อต่อสู้กับการกดขี่ปราบปรามของรัฐบาลคนขาว  แต่ประสบการณ์และการไตร่ตรองภายในเรือนจำทำให้เขาตระหนักว่าสันติวิธีเป็นวิธีเดียวที่จะถางทางให้คนดำมีเสรีภาพและความเสมอภาคเช่นเดียวกับคนขาว  แต่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องทำให้คนขาวมองคนดำเป็นมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับคนขาว</p>
<p>แมนเดลลาตระหนักดีว่า ความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก “ระยะห่างทางสังคม”   ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เขาทำระหว่างที่อยู่ในคุกก็คือ การศึกษาและทำความเข้าใจวัฒนธรรมของคนขาว   เขาจับได้ว่าคนขาวนั้นชอบรักบี้เป็นชีวิตจิตใจ  เขาจึงตะลุยอ่านหนังสือเกี่ยวกับรักบี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยชอบมาก่อนเลย   และจดจำรายละเอียดมากมาย  เขาเชื่อว่านี้เป็นวิธีหนึ่งที่จะเปิดใจคนขาวให้ยอมรับคนดำว่าเป็นเพื่อนได้</p>
<p>คุกที่เขาถูกขังนั้นขึ้นชื่อว่าเข้มงวดมาก และมีการป้องกันอย่างแน่นหนา   อีกทั้งผู้คุมซึ่งเป็นคนขาวก็ดุร้าย เจ้าระเบียบ และมีท่าทีรังเกียจนักโทษคนดำมาก   แมนเดลลาพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหากับผู้คุม  แต่เขามีเรื่องลำบากใจอยู่อย่างหนึ่ง คืออาหารมื้อเย็นที่เหลือจากตอนกลางวันนั้น จะเย็นชืดมาก  เขาเองกินอาหารเย็น ๆ ไม่ค่อยได้   จำเป็นต้องอุ่นเสียก่อน  เขารู้ดีว่าผู้คุมไม่ชอบแน่ที่เขาจะมาวุ่นวายเรื่องนี้  แต่เขาก็มีวิธี  ทุกเย็นเขาจะเดินเข้าไปคุยกับคนขาวเรื่องรักบี้  ชนิดเจาะลึกลงไปถึงรายละเอียด รวมทั้งผลการแข่งขันล่าสุด (แน่นอนเขาคุยด้วยภาษาของคนขาว)   ปรากฏว่าถูกใจผู้คุมมาก  สักพักเขาก็ตะโกนสั่งลูกน้องว่า “เฮ้ย ไปอุ่นอาหารให้แมนเดลลาหน่อย”</p>
<p>แมนเดลลาตระหนักดีว่าการจะโน้มน้าวคนขาวให้ถ่ายอำนาจแก่คนดำนั้น  เขาต้อง “พูดกับหัวใจของพวกเขา” ไม่ใช่พูดกับสมองของเขา  หรือเอาเหตุผลมาพูดกัน   เขาพบว่ารักบี้เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถเป็นสะพานพาเขาเข้าถึงหัวใจของคนขาวได้   เขาพยายามทำให้คนขาวเกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า “ ถ้าหากผู้ก่อการร้ายที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะเจรจาเป็นแฟนรักบี้  เขาก็คงไม่เลวร้ายอย่างที่พวกเรานึกกระมัง” แล้วเขาก็ทำสำเร็จ</p>
<p>แมนเดลลาประสบความสำเร็จในการเจรจาให้คนขาวแบ่งปันอำนาจให้แก่คนดำซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ  แอฟริกาใต้จึงสามารถหลีกเลี่ยงสงครามกลางเมืองได้อย่างหวุดหวิด  ความสำเร็จของแมนเดลลา มิได้อยู่ที่การมียุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ดี  มีทางลงให้แก่คนขาวที่ครองอำนาจมานับร้อยปี  แต่ยังอยู่ที่บุคลิกและความสามารถส่วนตัวของเขา ที่ทำให้คนขาวไว้วางใจเขา เห็นเขาเป็นเพื่อน  ซึ่งทำให้เห็นต่อไปว่าคนดำนั้นก็เป็นมนุษย์ มีศักดิ์ศรี รวมทั้งมีความเหมือนมากกว่าความต่าง  และความเหมือนอย่างหนึ่งก็คือ เป็นแฟนรักบี้เหมือนกัน</p>
<p>การทำให้ผู้อื่นไว้วางใจนั้นจะสำเร็จได้ต่อเมื่อเราเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง ขณะเดียวกันก็ต้องรู้จักหยิบยื่นไมตรีให้เขาด้วย  หาไม่แล้วก็ยากที่จะเอาชนะความระแวงและความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ได้   แมนเดลลาสามารถชนะใจคนขาวได้ก็เพราะเหตุนี้  แต่สิ่งที่อาจจะยากกว่าก็คือการทำให้คนดำไม่ลุกขึ้นมาแก้แค้นคนขาวหลังจากที่ถูกกระทำย่ำยีมาช้านาน   บาดแผลที่คนดำได้รับจากคนขาวนั้นเรื้อรังมาหลายทศวรรษ จึงปรารถนาที่จะชำระความแค้นเมื่อคนดำได้เป็นใหญ่ในประเทศ  ดังนั้นจึงรู้สึกไม่พอใจอย่างมากที่แมนเดลลาขัดขวางการกระทำดังกล่าว ซ้ำยังมีไมตรีจิตให้แก่คนขาว  ผู้คนเป็นอันมากผิดหวังที่เขาไม่กวาดล้างเจ้าหน้าที่ผิวขาวที่เคยเป็นมือไม้ให้กับรัฐบาลในการกดขี่ปราบปรามประชาชน  ซ้ำยังยอมให้คนเหล่านั้นมาเป็นองครักษ์ประจำตัวของเขา   แทนที่จะใช้การเมืองแบบไล่ล่าแก้แค้น  แมนเดลลายืนยันที่จะใช้การเมืองแห่งการให้อภัยและคืนดี</p>
<p>คนที่จะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องอาศัยความกล้าหาญอย่างมาก เพราะต้องสวนกระแสความรู้สึกของมหาชนที่เลือกเขาขึ้นมา ต้องทนคำวิพากษ์วิจารณ์และเข้าใจผิดนานัปการ  แต่กาลเวลาได้พิสูจน์ว่า สิ่งที่แมนเดลลาทำนั้นได้นำสันติสุขและความสมานฉันท์มาสู่แอฟริกาใต้  จากประเทศที่เกือบจะแตกเป็นเสี่ยง กลายเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปแอฟริกา</p>
<p>แน่นอนว่าความสมานฉันท์ในแอฟริกาใต้เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ อีกมากมาย รวมทั้งการเยียวยาโดยอาศัยกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีคณะกรรมการเพื่อสัจจะและความสมานฉันท์เป็นกลไกสำคัญ ที่ทำให้ผู้กระทำอาชญากรรม (ไม่ว่าขาวหรือดำ)  ได้รับโทษ (หากไม่สารภาพตั้งแต่แรก)  และทำให้เหยื่อของความรุนแรงได้รับการชดเชยหรือมีโอกาสเล่าความเจ็บปวดของตนให้ผู้อื่นรับรู้ในระหว่างการพิจารณาคดี (ชาวผิวดำผู้หนึ่งซึ่งถูกตำรวจผิวขาวทรมานจนตาบอด เล่าว่า “สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกแย่ตลอดเวลาก็คือความจริงที่ว่าผมไม่สามารถเล่าเรื่องราวของผมได้  แต่ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือนว่าผมมองเห็นได้อีกครั้งหนึ่งโดยการมาที่นี่และบอกเล่าเรื่องราวของผมออกมา”)</p>
<p>15 ปีหลังจากรักบี้โลกถึงฟุตบอลโลก แอฟริกาใต้ได้ก้าวหน้าไปมาก ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และความปรองดองในชาติ  ทุกครั้งที่เราดูฟุตบอลโลกที่จัดในประเทศนั้น   ควรจะนึกหันมามองบ้านเมืองของเราด้วย   อย่าคิดแต่เพียงว่าเมื่อไรเราจะมีปัญญาจัดฟุตบอลโลกได้ที่เมืองไทย  แต่ควรนึกต่อไปว่าเราจะสร้างความปรองดองในชาติอย่างแอฟริกาใต้ได้อย่างไรบ้าง</p>
<p>คนไทยนั้นจะว่าไปแล้วความแตกต่างระหว่างกันมีน้อยกว่าความแตกต่างระหว่างคนขาวกับคนดำในแอฟริกาใต้ ไม่ว่าจะในแง่ผิวสี ฐานะทางเศรษฐกิจ หรืออำนาจทางการเมือง   หากแอฟริกาใต้ยังสามารถจัดสรรอำนาจกันใหม่ได้อย่างสันติ  ชนิดที่กลับหัวกลับหางก็ว่าได้ (คนดำกลายเป็นผู้ปกครอง ส่วนคนขาวกลายเป็นผู้ถูกปกครอง) เมืองไทยซึ่งมีปัญหาน้อยกว่ากันมาก จะไม่สามารถฝ่าพ้นวิกฤตด้วยสันติวิธีเชียวหรือ  แต่เราต้องทำมากกว่าการชูคำขวัญ  มีหลายอย่างที่จะต้องทำ  แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือความปรองดองบนวิถีแห่งไมตรีจิต ซึ่งต้องอาศัยความกล้าที่จะทวนกระแสแห่งความโกรธเกลียดทั้งของผู้คนและในใจเรา</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..พระไพศาล วิสาโล</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=454</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ว่าด้วย..สุขทุกข์ (1)</title>
		<link>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=452</link>
		<comments>http://www.peacefuldeath.info/article/?p=452#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 07 Jul 2010 06:56:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ชัยยศ ยโสธโร</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[คอลัมน์ มองย้อนศร]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.peacefuldeath.info/article/?p=452</guid>
		<description><![CDATA[โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2553
“มันคงเยี่ยมมากๆ เลย ถ้าน้ำหนักฉันจะลดลงได้สัก 4 กิโล”
“ทำไมบ้างเรา ไม่เหมือนบ้านเขา”
“ความรักของฉันจะสมหวังมั้ยหนอ”
“ฉันคงตายแน่ๆ ถ้าถูกให้ออกจากงาน”   ฯลฯ
ความสุข ความทุกข์รายล้อมอยู่รอบตัวเรา  เราวิ่งหนีทุกข์ โดยคาดหวังว่าสิ่งที่เราเข้าหาน่าจะให้ ความสุข ความพอใจมากกว่าภาวะที่เป็นอยู่  และเมื่อพบว่ามันไม่ได้สุขจริงเท่าไร  เราก็วิ่งหาความสุข อันใหม่   ซินเดอเรลลา เป็นเทพนิยามตัวอย่างของของการดิ้นรนจากภาวะคับแค้นไปสู่ความสุขอันใหม่ที่ หวานชื่นโรแมนติคตามประสาภาพฝันของหญิงสาวทั่วโลก

นางซิน ฯ มีฐานะไม่ด้อยแต่เพราะโชคชะตาที่ต้องถูกกดขี่โดยแม่เลี้ยง กับน้องสาวต่างมารดาที่ใช้ งานราวกับทาส ขณะที่พ่อแท้ๆ ก็ไม่สามารถปกป้องและคุ้มครองได้  โลกความสุขของเธอ คือ การอยู่กับ โลกจินตนาการเพ้อฝันเพื่อมีความสุขในแต่ละวัน  แล้ววันหนึ่งโอกาสเสี่ยงโชคก็มาถึง  โชคที่ว่านี้คือ การเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำของเจ้าชายเพื่อถูกเลือกเป็นคู่ครอง  หากว่าเจ้าชายถูกใจ  นางซินได้รับการ ช่วยเหลือจากนางฟ้า ทำให้เธอมีโอกาสเข้าร่วมงานเลี้ยงในชุดแสนสวย  โชคดีที่นางซินมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นทรัพย์สินอันมีค่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="#333399;"><em><strong>โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 20 มิถุนายน 2553</strong></em></span></p>
<p>“มันคงเยี่ยมมากๆ เลย ถ้าน้ำหนักฉันจะลดลงได้สัก 4 กิโล”<br />
“ทำไมบ้างเรา ไม่เหมือนบ้านเขา”<br />
“ความรักของฉันจะสมหวังมั้ยหนอ”<br />
“ฉันคงตายแน่ๆ ถ้าถูกให้ออกจากงาน”   ฯลฯ<br />
ความสุข ความทุกข์รายล้อมอยู่รอบตัวเรา  เราวิ่งหนีทุกข์ โดยคาดหวังว่าสิ่งที่เราเข้าหาน่าจะให้ ความสุข ความพอใจมากกว่าภาวะที่เป็นอยู่  และเมื่อพบว่ามันไม่ได้สุขจริงเท่าไร  เราก็วิ่งหาความสุข อันใหม่   ซินเดอเรลลา เป็นเทพนิยามตัวอย่างของของการดิ้นรนจากภาวะคับแค้นไปสู่ความสุขอันใหม่ที่ หวานชื่นโรแมนติคตามประสาภาพฝันของหญิงสาวทั่วโลก<br />
<span id="more-452"></span><br />
นางซิน ฯ มีฐานะไม่ด้อยแต่เพราะโชคชะตาที่ต้องถูกกดขี่โดยแม่เลี้ยง กับน้องสาวต่างมารดาที่ใช้ งานราวกับทาส ขณะที่พ่อแท้ๆ ก็ไม่สามารถปกป้องและคุ้มครองได้  โลกความสุขของเธอ คือ การอยู่กับ โลกจินตนาการเพ้อฝันเพื่อมีความสุขในแต่ละวัน  แล้ววันหนึ่งโอกาสเสี่ยงโชคก็มาถึง  โชคที่ว่านี้คือ การเข้าร่วมงานเลี้ยงเต้นรำของเจ้าชายเพื่อถูกเลือกเป็นคู่ครอง  หากว่าเจ้าชายถูกใจ  นางซินได้รับการ ช่วยเหลือจากนางฟ้า ทำให้เธอมีโอกาสเข้าร่วมงานเลี้ยงในชุดแสนสวย  โชคดีที่นางซินมีรูปโฉมที่งดงาม เป็นทรัพย์สินอันมีค่า  เธอถูกเลือกเป็นคู่เต้นของเจ้าชายและโอกาสก็มาถึง  เจ้าชายหลงรักเธอ  แม้จะมี อุปสรรคขัดขวาง ในที่สุดนางซินก็ได้หลุดพ้นจากสภาพนรกในบ้านมาสูชีวิตใหม่กับเจ้าชายผู้สูงศักดิ์ เธอได้รับการเลื่อนขั้นทางสังคม  เลื่อนฐานะท่างเศรษฐกิจ  เลื่อนสถานภาพ  ความสุขรอคอยเธอแล้ว</p>
<p>หากตีความเทพนิยายเรื่องนี้กับบริบทสังคมสมัยใหม่  ชีวิตของนางซินคือ ชีวิตที่ได้รับความ อยุติธรรม เธอสูญเสียแม่ตั้งแต่เยาว์วัย  ขาดความรักและความอบอุ่นจากแม่ และพ่อที่ห่างเหิน  ซ้ำถูก ถูกข่มเหงและรังแกจากบุคคลในครอบครัว อยู่ในสภาพบ้านแตก ไม่ได้รับความรักจากแม่เลี้ยง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่มากกว่า  ซ้ำยังถูกรังแกจากน้องสาว  ขณะที่พ่อของตนเองก็ให้ความคุ้มครองและความ ยุติธรรมกับเธอไม่ได้  นางซินถูกใช้ให้ทำงานหนัก แม้การทำงานจะเป็นสิ่งมีคุณค่า แต่เมื่อการทำงานกลับ กลายเป็นการกดขี่ไม่ให้เธอมีโอกาสได้รับการศึกษา ไม่ได้รับการพักผ่อน ไม่ได้รับโอกาสทางสังคม  การขาดไร้ซึ่งโอกาสเหล่านี้  ย่อมเกิดผลกระทบมากมาย  ความอยุติธรรม  ความทุกข์ที่ทับถมย่อมนำมา ซึ่งความเจ็บแค้น</p>
<p>ความโกรธ เศร้า กลัว เจ็บแค้น ไร้สุขในใจ  ผลกระทบที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงยากที่จะเหมือนกับ ตัวละครในเทพนิยายที่ยังคงความน่ารัก แจ่มใส น่าทะนุถนอม  ในชีวิตจริงผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความเป็น ไปได้ คือ 1.) ความเจ็บแค้นกลับกลายเป็นความขมขื่นหมองเศร้า และหากอาการทุกข์รุนแรงมาก  ก็อาจ กลายเป็นโรคซึมเศร้าจนถึงการฆ่าตัวตาย   2.) ความเจ้บแค้นนี้อาจเป็นพลังให้นางซินลุกขึ้นตอบโต้ เพื่อแก้แค้นและทวงคืนความยุติธรรมจากคนรอบข้าง เริ่งต้นจากคนใกล้ตัว รวมไปถึงต่อสังคมรอบข้าง  ความทุกข์ย่อมขยายผลความทุกข์ไปให้คนอื่น  และในอีกกรณี คือ 3.) นางซินมีโอกาสหาทางออกด้วย การหนีออกจากบ้าน เพื่อไปตายเอาดาบหน้า  กลายเป็นเด็กเร่ร่อนตามท้องถนน  ซึ่งสำหรับเด็กหรือ วัยรุ่นหญิงชายที่อยู่ตามท้อง ถนนทุกวันนี้ วังวนที่มักเกิดขึ้นก็มักเกี่ยวพันยาเสพติด  ธุรกิจทางเพศ</p>
<p>เทพนิยายเรื่องนี้จบเรื่องราวความทุกข์ตรมของนางซินด้วยการให้เธอได้มีโอกาส เปลี่ยนสภาพ แวดล้อมชีวิตผ่านความสมหวังในการแต่งงานกับเจ้าชายสูงศักดิ์  การแต่งงานของนางซินยังมีความหมาย ถึงการเลื่อนฐานะและเปลี่ยนแปลงสถานภาพจากหญิงสาวสามัญเป็นเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์รวมถึงพระราชินี ในอนาคต  การเลื่อนขั้นเช่นนี้จึงไม่ต่างจากการถูกรางวัลสลากกินแบ่งสองชั้น  ความฝัน ความสำเร็จของ นางซินได้กลายเป็นตำนานของหญิงสาวนักล่าฝันโดยเฉพาะหญิงไทยยากจนหลายคนที่เลือกเส้นทางหลุด พ้นจากความยากจน โดยการเสี่ยงดวงสมรสกับฝรั่งต่างชาติเป็นจำนวนมาก  โชคดี โชคร้ายชะตาชีวิตก็ขึ้น อยู่กับกำมือของสามีและความพร้อมในการปรับตัวในดินแดนที่ต่างบ้าน ต่างเมือง</p>
<p>ในโลกความเป็นจริง  พวกเราหลายคนอาจมีชะตาชีวิต และหรือผลลงเอยไม่แตกต่างจากนางซินฯ มากหรือน้อยตามแต่กรณีหรือโชคช่วย  โชคร้ายที่ส่วนใหญ่ผลลงเอยมักจบลงด้วยความทุกข์เศร้ามากกว่า  ความเจ็บแค้นเป็นเหมือนเมล็ดพันธ์ความทุกข์ในจิตใจที่มีศักยภาพเติบโตกลายเป็นความรุนแรงในรูปแบบต่างๆ  พฤติกรรมก้าวร้าว ต่อต้านสังคม ทำร้ายผู้อื่นหรือตนเอง ประกอบอาชญากรรม คือผลสืบเนื่องของ ความทุกข์  ความสุขที่พอหาได้ ก็เป็นความสุขเพียงชั่วครู่ชั่วยามจากยาเสพติด สุรา หรือเพศสัมพันธ์  กระนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่านางซินอาจเลือกหนทางที่แตกต่าง  หลายคนที่ผ่านเรื่องราวและฉากชีวิตที่ถูก ข่มเหงรังแก  กระนั้นพวกเขาก็สามารถแปรเปลี่ยนพลังความเจ็บแค้นเป็นการทำคุณความดีเพื่อผู้อื่น หลาย คนเลือกใช้หนทางของสันติวิธี  เพื่อยุติวงจรความเลวร้าย  นางซินอาจเลือกหนทางของความอดทน รอคอย โอกาสที่จะพึ่งพาตนเอง  เพียงแต่โฮกาสนั้นจะมาถึงเมื่อไร หรือไม่มาเลยก็ยากต่อการคาดเดา</p>
<p>สำหรับนางซิน เรื่องราวของเธออาจบ่งบอกถึงชีวิตของผู้คนที่ถูกกระทำ วันหนึ่งเธอกับนางซินอีก หลายๆ คนอาจรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเพื่อตอบโต้และเรียกร้องสิทธิอันพึงมีที่สูญหายไปบนท้องถนน และสร้างความวุ่นวายกับสังคมโดยรวม  สิ่งที่พวกเธอกระทำจึงเป็นเพียงปรากฎการณ์บนยอดภูเขาน้ำแข็ง  พวกเราจะทำความเข้าใจพวกเธออย่างไรดี  เพราะความสุขขั้นพื้นฐานที่เธอพึงมี เช่น โอกาสทางสังคม การเข้าถึงทรัพยากรที่ช่วยให้พวกเธอพึ่งพาตนเอง  การได้รับการยอมรับในเกียรติและศักดิ์ศรีที่พึงมีพึง ได้ของเธอ  มันสูญหายไป  และพวกเธอต้องการได้กลับคืน  คงถึงเวลาที่คนรอบข้างนางซินจะต้องหันมา ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และแบ่งปัน เพราะเราทุกคนต่างล้วนเป็นอวัยวะที่เชื่อมโยงสัมพันธ์เป็นชีวิตสังคม เดียวกัน  เมื่อแขนซ้ายเมื่อยล้า เจ็บปวด ก็เป็นหน้าที่ของแขนขวาที่จะบีบนวด เยียวยาแขนซ้ายโดยไม่ แบ่งแยก คงเป็นเรื่องตลก หากแขนขวาจะแชเชือน ไม่ใส่ใจหรือด่าทอแขนซ้าย</p>
<p>เพราะพวกเราคือสังคมเดียวกัน และมีแต่เมตตาธรรมเท่านั้นที่ค้ำจุนโลก หาใช้ความรุนแรงและ ป่าเถื่อนที่มักพบเห็นในทุกวันนี้</p>
<p><span style="#333399;"><em><strong>โดย&#8230;..ชัยยศ ยโสธโร</strong></em></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.peacefuldeath.info/article/?feed=rss2&amp;p=452</wfw:commentRss>
		</item>
	</channel>
</rss>
