มติชน ฉบับวันที่ 21 กุุมภาพันธ์ 2553
ในอดีตนั้นถือกันว่าสมาธิภาวนาหรือการทำกรรมฐานเป็นเรื่องของสงฆ์ ส่วนฆราวาสนั้นปฏิบัติธรรมด้วยการให้ทานและรักษาศีลก็พอแล้ว แม้จนทุกวันนี้เราก็ยังเห็นฆราวาสเข้าวัดเพื่อ “ทำบุญ” เป็นส่วนใหญ่ แต่แบบแผนดังกล่าวดูเหมือนจะจำกัดเฉพาะชาวพุทธไทย เอกลักษณ์ดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเมื่อไปเยือนวัดในยุโรปหรืออเมริกาที่มีชาวพุทธหลายเชื้อชาติให้ความศรัทธานับถือ ในขณะที่ชาวพุทธไทยนิยมมาถวายอาหารแก่พระสงฆ์(แล้วก็ลากลับ) ชาวพุทธชาติอื่นโดยเฉพาะชาติตะวันตกกลับสนใจฟังธรรมะและทำสมาธิกันอย่างจริงจัง
อ่านต่อ »
โดย » พระไพศาล วิสาโล ใน วันพอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ 2010
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2553
คนที่รู้สึกว่าตัวเองกลัวตายนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากไม่กลัวนี่สิแปลก จากประสบการณ์ของคนที่เข้าร่วมอบรม “เผชิญความตายอย่างสงบ” เกือบทั้งหมดต่างรู้สึกกลัวช่วงเวลาแห่งความตายไม่มากก็น้อย แม้หลายคนจะบอกอย่างมั่นใจว่า พร้อมที่จะตายอยู่ทุกเมื่อ แต่เอาเข้าจริงก็รู้สึกกลัวอะไรบางอย่าง ยิ่งพิจารณามรณสติจนเห็นภาพกระทั่งว่า เรากำลังจะจากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ ก็ถึงกลับเสียววูบหรือร่างกายเย็นยะเยือกหมดแรงไปก็มี
หลายคนยอมรับว่าที่กลัวตายนั้นปัจจัยหลักอันหนึ่งก็คือ ความไม่พร้อม ซึ่งอาจหมายถึงมีเรื่องครอบครัวที่ยังต้องห่วงกังวล (ห่วงกังวลว่าเขาจะอยู่โดยลำพังไม่ได้ถ้าไม่มีเรา หรือเขายังพึ่งพิงตนเองไม่ได้) และยังผูกพันรักใคร่ไม่อยากจากไป เรื่องหน้าที่การงานที่ยังคั่งค้าง เรื่องทรัพย์สินเงินทองที่ยังจัดการไม่ลงตัว บางคนมีเรื่องที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ เช่น ฝันอยากจะเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกบ้างเพราะชีวิตจมปลักอยู่กับงานมาตลอด บางคนฝันอยากจะทำประโยชน์สร้างสรรค์เพื่อคนอื่นบ้าง รวมถึงหลายคนต้องการกล่าวคำขอโทษหรือขออโหสิกรรมกับคนที่เขาได้ล่วงเกินไว้ เป็นต้น ในขณะที่อีกหลายคนหวาดกลัวหากจะต้องเผชิญสภาพความเจ็บปวดในช่วงกำลังจะตาย เพราะไม่รู้ว่าจะเจ็บปวดทรมานสักเพียงใด เป็นความกลัวต่อสิ่งที่ไม่คุ้นเคยและยังมาไม่ถึง
อ่านต่อ »
โดย » ปรีดา เรืองวิชาธร ใน วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 24 มกราคม 2553
จากเหตุการณ์อันหนึ่ง นำไปสู่เหตุการณ์ผลกระทบสืบเนื่องเป็นลูกโซ่ เหตุและปัจจัยต่างๆ ร้อยเรียงกันเข้ามาเพื่อนำไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสามารถส่งผลกระทบอื่นๆ สืบเนื่องต่อไป เราทุกคนคงมีประสบการณ์ของเหตุบังเอิญบางอย่างที่เราไม่ได้คาดคิด เราลงมือกระทำอะไรบางอย่าง จากนั้นชีวิตของเราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
อ่านต่อ »
โดย » ชัยยศ ยโสธโร ใน วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010
มติชน ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2553
ทุกเช้าหลังจากการออกกำลังกาย อาจารย์จะชวนผู้ปฏิบัติธรรมออกไปเดินจงกรมรอบที่พัก โดยให้มีสติอยู่กับการเดิน คือรู้กายเมื่อเคลื่อนไหว และรู้ใจหากเผลอคิดฟุ้งซ่าน อาจารย์จะให้สัญญาณหยุดเดินเป็นระยะ ๆ ระหว่างที่ยืนนิ่งก็ให้ผู้ปฏิบัติหันมารับรู้ลมหายใจเข้าและออก และรู้ทุกอาการที่เกิดกับใจ ส่วนอะไรที่มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็สักแต่ว่ารู้เฉย ๆ
วันที่สองของการเดิน อาจารย์ชวนทุกคนถอดรองเท้า หลายคนรู้รสชาติของความเจ็บปวดเมื่อหินและกรวดน้อยใหญ่ทิ่มฝ่าเท้าเกือบตลอดทาง ยังไม่นับยุงที่รุมกัดทุกครั้งที่เดินผ่านสวน ตลอด ๔๕ นาทีของการเดินจงกรมจึงกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ของผู้ปฏิบัติ
อ่านต่อ »
โดย » พระไพศาล วิสาโล ใน วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010
โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 17 มกราคม 2553
คงยังจำกันได้ พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร พระที่นั่งอนันตสมาคม พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2549 พระองค์ทรงยกคุณธรรม 4 ประการอันเป็นที่ตั้งของความรักความสามัคคีของคนในชาติอันจะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน
เมตตา คือความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน ความอยากให้คนอื่นเป็นสุข มีจิตเผื่อแผ่ไมตรีและคิดทำประโยชน์แก่มนุษย์สัตว์ทั้งหลายโดยชอบ (พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม) เป็นหลักธรรมที่ควรพัฒนาให้เกิดขึ้นในมวลหมู่ชาวไทยในสังคมไทยให้มาก โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่เกิดการแบ่งแยกฝักฝ่ายกันอย่างชัดแจ้งและสิ่งนั้นยังคงดำรงอยู่ มิฉะนั้นการห้ำหั่นกันระหว่างฝักฝ่ายจะดำเนินไปไม่สิ้นสุด แต่ถ้าการคิด การทำ การพูด อยู่บนพื้นฐานของความปรารถนาดีต่อกัน ทำให้ระลึกถึงกัน มีความเคารพกัน ช่วยเหลือกัน สามัคคีพร้อมเพรียงกัน และจะทำให้เกิดการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลต่อกัน
อ่านต่อ »
โดย » เชาวลิต บุณยภูษิต ใน วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2010